Chapter 7

จะเจ็บมากหรือเปล่า

 

          ความสงบสุขที่เคยมีในหอพักหายไปในพริบตาเมื่อพี่ชายแท้ๆ ของอี ฮยอกแจมาอยู่ด้วย ร่างโปร่งนั่งกอดอกอยู่ที่โต๊ะอาหาร จ้องมองทงเฮคนที่เขารักด้วยสีหน้าบูดบึ้งจนตา จมูก และริมฝีปากแทบจะไหลมารวมอยู่ที่เดียวกัน

 

          “ทำไมมองพี่อย่างนั้นล่ะตัวบาง?” จุนกิเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มจอมปลอม คนเป็นน้องชายเลยกัดฟันกรอด ไอ้พี่บ้าจะโผล่มาทำไมคืนนี้ก็ไม่รู้ เขาวางแผนจะนอนกอดทงเฮอย่างมีความสุขตลอดทั้งคืนเสียหน่อย แต่พี่จุนกิก็ทำแผนพังหมด

 

          “ผมไม่ได้มองพี่ ผมมองทงเฮ”

 

          “อย่ามองน้องสะใภ้บ่อยนักสิ เดี๋ยวหน้าสวยๆ ก็ช้ำเพราะสายตาของนายหรอก ว่าไหมทงเฮ?” ไม่พูดเปล่า มือหนายังเอื้อมมาลูบแก้มเนียนของทงเฮอย่างเอ็นดูอีกด้วย ทงเฮสะดุ้งวาบ แม้การกระทำของจุนกิจะดูอบอุ่น แต่ทำไมทงเฮถึงรู้สึกขนลุกวาบไปทั่วทั้งต้นขาก็ไม่รู้

 

          “เอ่อ...แค่มอง คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งครับ”

 

          “ไม่เป็นอะไรได้ยังไงล่ะ พี่เป็นห่วงน้องสะใภ้นี่นา”

 

          ทงเฮเถียงไม่ออก แถมไม่รู้ว่าจะปัดป้องมือหนาของทงเฮออกจากแก้มเนียนของตัวเองได้อย่างไร ความเย็นวูบวาบที่ต้นขาไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ รู้สึกแปลกๆ ไปจนถึงข้างในกางเกงขาสั้นที่สวมใส่อยู่เลยด้วยซ้ำ

 

          “พี่เลิกแกล้งทงเฮได้แล้วน่า” ฮยอกแจโวยลั่น ก่อนจะส่งสายตาปรามพี่ชาย แต่ดูเหมือนคนเป็นพี่จะไม่รู้สึกรู้สาอะไร มือหนาหยิกแก้มทงเฮอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะขยี้ผมนุ่มของทงเฮจนทงเฮได้แต่มองหน้าฮยอกแจอย่างกระอักกระอ่วนใจ

 

          “แค่นี้ทำเป็นหวงไปได้ เอาล่ะ พี่จะไม่แกล้งอีกแล้ว กินข้าวกันเถอะ พี่หิวแล้ว”

 

          “พี่หิวคนเดียวน่ะสิไม่ว่า แถมยังบังคับให้พวกเรามานั่งกินเป็นเพื่อนอีก ฮึ่ย!” ฮยอกแจโวยวายอย่างนึกโมโห ทำไมนะ ต่อหน้าพี่จุนกิเขาถึงทำตัวเท่ๆ ไม่ได้เลย ฮยอกแจอยากจะเท่และหล่อให้ได้สักครึ่งหนึ่งของคนเป็นพี่ อย่างน้อยเอาความสูงมาบ้างสักสิบเซนติเมตรก็ยังดี แบบนี้พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากันนี่นา

 

          ริมฝีปากหยักขมุบขมิบอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะตักข้าวใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ โดยไม่สนใจแม้แต่จะถามไถ่พี่ชายว่ามาหาเขาทำไม มาอยู่นานกี่วัน ฮยอกแจไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น เขาอยากอยู่กับทงเฮแค่สองต่อสองเท่านั้น

 

          “น้องสะใภ้ทานเยอะๆ นะครับ” จุนกิเอ่ยเสียงหวานเชื่อมพลางตักอาหารใส่จานให้ทงเฮ ทงเฮค้อมศีรษะอย่างขอบคุณ ก่อนจะถูกฮยอกแจใช้เท้าสะกิดขา

 

          “หืม?” ทงเฮหันมาเลิกคิ้วถาม ฮยอกแจส่งซิกบอกให้อิ่มได้แล้ว แต่ดูเหมือนเจ้าของใบหน้าหวานจะยังคงไม่รู้เรื่องอะไร

 

          “เป็นอะไรไปครับน้องสะใภ้?”

 

          “เอ่อ...ปะ...เปล่าครับ” ทงเฮปฏิเสธเสียงสั่นไหว เมื่อความรู้สึกเย็นยะเยือกที่หายไปเมื่อครู่นี้กลับมาอีกแล้ว คราวนี้ทงเฮรับรู้ได้อย่างชัดเจน เขาไม่ได้รู้สึกไปเองแน่ แต่มีมือหนาของใครบางคนกำลังลูบไล้ที่ต้นขาของเขา

 

          ทงเฮเหลือบตามองพี่จุนกิที่ยังเอาแต่ยิ้มกว้างจนตาเรียวเล็กหยีจนเป็นเส้นตรง แต่เมื่อหันกลับมามองทางฮยอกแจบ้าง จึงพบว่าฮยอกแจกำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างมาให้อยู่

 

          ‘อิ่มได้แล้ว’ ฮยอกแจขยับปากเป็นคำพูด แต่ทว่าทงเฮไม่เข้าใจความหมายนั้น เขาเลิกคิ้วขึ้นสูง ทำให้มือหนาที่ลูบไล้อยู่ภายใต้กางเกงตัวเองสอดลึกเข้าไปในกางเกงชั้นใน ก่อนจะสัมผัสจุดสำคัญจนทงเฮแทบนั่งไม่ติด

 

          “อะ...อื้อ...” ทงเฮทำหน้าบิดเร่าอย่างทรมาน ฮยอกแจกัดฟันแน่นด้วยความไม่พอใจอย่างมาก หากทงเฮยังนั่งตรงนี้และยอมให้พี่ชายของเขาลวนลามทงเฮทางคำพูดและสายตา ฮยอกแจจะต้องเป็นบ้าแน่ๆ

 

          “น้องสะใภ้ทานอีกสิครับ” จุนกิตักอาหารให้อีกรอบโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทงเฮทำหน้าตาบูดเบี้ยวเมื่อนิ้วที่ชอนไชอยู่ภายใต้กางเกงของตัวเองซุกซนและเร้าอารมณ์ของเขาจนฉุดไว้ไม่อยู่ มือบางค่อยๆ เลื่อนลงไปด้านล่าง ก่อนจะ...

 

          ป้าบ!

 

          “โอ๊ย!”

 

          “ตัวบางเป็นอะไร?” เมื่อจุนกิได้ยินเสียงน้องชายร้องจนเสียงหลงจึงรีบวิ่งอ้อมโต๊ะมาดูอย่างเป็นห่วงเป็นใย ฮยอกแจดึงมือออกจากกางเกงของทงเฮได้ทันพอดี ในขณะที่ทงเฮเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วผุดลุกขึ้นยืน

 

          “ผม...เอ่อ...ผมกัดลิ้นตัวเองน่ะครับ เดี๋ยวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” พูดจบก็วิ่งออกไปในทันที ทงเฮทำท่าจะเดินตามไปด้วยความเป็นห่วง แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าฮยอกแจแค่แกล้งทำเท่านั้น จะให้เดินไปตอนนี้ก็คงไม่เหมาะสม เขาจึงนั่งลงที่โต๊ะอาหารตามเดิม

 

          “คงอึดอัดกันน่าดูเลยสินะที่พี่มา” จุนกิเอ่ยขึ้นโดยที่ไม่เหลือคราบความทะเล้นเมื่อครู่เลยสักนิดเดียว

 

          “ไม่หรอกครับ ได้เห็นฮยอกแจอยู่กับพี่ชายแบบนี้ก็เหมือนได้เห็นอีกมุมหนึ่งของเขา”

 

          “ทงเฮชอบฮยอกแจมากเลยเหรอ?”

 

          “ครับ?” ทงเฮเบิกตากว้าง เขายังไม่ได้พูดสักคำว่าชอบฮยอกแจ แต่ทำไมพี่จุนกิถึงรู้ “ผมกับฮยอกแจน่ะ เราเป็นแค่เพื่อนกันนะครับ”

 

          “เพื่อน! แค่เพื่อนเองเหรอ?” จุนกิที่ได้ฟังคำตอบมีสีหน้าตกใจเสียยิ่งกว่า ทงเฮจึงพยักหน้าระรัว ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะกลับมาหอพักให้จุนกิฟังทั้งหมด จุนกิจึงหัวเราะลั่นกับความใสซื่อของทงเฮ ถ้าเป็นแบบนี้คงไล่ตามฮยอกแจจอมวางแผนไม่ทันแน่ๆ

 

          “ ถึงจะบอกคนอื่นว่าเป็นแค่เพื่อนกัน แต่ความรู้สึกของพวกนายเป็นแบบนั้นแน่เหรอ เฮ้อ...อย่าคิดอะไรให้มันซับซ้อนนักเลยทงเฮ ตัวบางน่ะทำท่าเจ้าชู้ไปวันๆ แบบนั้นก็จริง แต่เขาก็รักเดียวใจเดียวนะ และทงเฮก็เป็นคนแรกที่เจ้านั่นมันแนะนำให้พี่รู้จักในฐานะน้องสะใภ้”

 

          ทงเฮไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เขารู้สึกว่าพี่น้องคู่นี้เป็นพวกสองบุคลิกอย่างไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวก็ทะลึ่งทะเล้นจนหาสาระไม่ได้ อีกเดี๋ยวก็กลับมาเคร่งขรึมจริงจังจนคนอื่นตามไม่ทัน ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทงเฮรู้สึกได้คือความจริงใจที่ส่งออกมาจากดวงตาของอี จุนกิ เขามั่นใจว่าดวงตาคู่นี้ไม่ได้กำลังโกหกเขาอย่างแน่นอน

 

 

 

          “พี่ฮีชอล เมื่อไรจะกลับมาครับ?” คยูฮยอนส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ เขาไม่รู้จะระบายกับใครแล้ว จะโทรไปหาฮยอกแจกับทงเฮก็ไม่อยากรบกวน จะโทรหาซองมินก็กลัวจะวุ่นวายมากไปอีก ไม่รู้ว่าตอนนี้สามคนนั้นจัดการกับชีวิตรักสามเศร้าไปถึงไหนแล้ว แต่จะให้เก็บงำความเครียดไว้กับตัวเอง เขาจะต้องเป็นโรคประสาทเข้าสักวัน

 

          [อะไรของแก ทะเลาะกับไอ้หน้าม้าอีกแล้วหรือไง]

 

          “ก็ไม่เชิงหรอกพี่ แต่พี่สาวผมน่ะสิเอาลูกมาฝากไว้หนึ่งคืน คิยูก็อ้อนซีวอนอยู่นั่นแหละ ผมแทบจะไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเลย”

 

          [เห้ย! แต่นั่นก็หลานแท้ๆ ของนายไม่ใช่เหรอ?] ฮีชอลทำเสียงตกใจ แต่คยูฮยอนกลับเบ้ปาก ใครๆ ก็ต้องพูดแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ลองมาเลี้ยงคิยูดูก่อนเถอะ แล้วจะได้รู้ว่านรกมีจริง [ว่าแต่ไอ้ทงเฮมันเป็นยังไงบ้าง ตั้งแต่ฮยอกแจบอกรักมัน ฉันยังไม่กล้าโทรไปหามันเลย]

 

          “พี่ฮีชอล!” คยูฮยอนตะโกนใส่อีกฝ่ายอย่างหัวเสีย

 

          [อะไร?]

 

          “ผมก็เป็นน้องรหัสพี่เหมือนกันนะ ทำไมถามถึงแต่ทงเฮล่ะ แถมตอนนี้ผมก็กำลังมีปัญหาชีวิตอยู่ด้วย พี่ควรจะเห็นใจและช่วยแก้ปัญหาให้ผมสิ”

 

          [ไม่รู้โว้ย ตัวใครตัวมัน แค่นี้นะ ฉันจะอาบน้ำต่อแล้ว] พูดจบก็วางสายลงไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย คยูฮยอนหายใจฟึดฟัดแล้วขว้างโทรศัพท์ลงบนเตียง เขาไม่อยากจะเปิดประตูออกไปข้างนอกเลยจริงๆ ต้องไปสู้รบปรบมือกับคิยูอีก คืนนี้คงจะไม่ได้นอนแน่ๆ

 

          “พี่ซีวอนอย่าตีคิยูแรงสิฮะ เดี๋ยวคิยูจะเจ็บ” เสียงเล็กๆ บอกแล้วหัวเราะดังลั่นเมื่อซีวอนตีหมอนใบเล็กไปที่แขนเจ้าเนื้อ แต่พอพูดจบคิยูก็ฟาดหมอนใบเขื่องตีซีวอนอย่างแรง

 

          “คิยูก็ตีพี่แรงเหมือนกัน”

 

          “ก็คิยูตัวเล็กกว่า” เด็กน้อยเถียงแล้วจับหมอนตีอกแกร่งไม่ยั้ง ซีวอนหันมาเห็นคยูฮยอนพอดีจึงคว้าข้อมือของเด็กน้อยให้หยุดเล่นก่อน คิยูยอมเลิกเล่นแต่โดยดี ร่างเล็กปีนขึ้นไปนั่งบนตักกว้าง ก่อนจะซุกซบแล้วหลับตาลง “คิยูง่วงแล้วฮะพี่ซีวอน คืนนี้พี่ซีวอนนอนกับคิยูได้ไหม?”

 

          “คิยูไม่อยากนอนกับน้าหรือไง?” คยูฮยอนถามเสียงแข็ง ก่อนจะกระชากแขนหลานชายออกมาจากคนรักของตัวเอง คิยูเบ้ปากลง แล้วน้ำตาเม็ดโตก็ไหลออกมาจากดวงตาใสแจ๋ว

 

          “ฮึก...น้าคยูฮยอนใจร้าย...”

 

          “ก็เราทำตัวไม่น่ารักก่อน”

 

          “น้าคยูฮยอนนั่นแหละ ฮือๆ น้าคยูฮยอนไม่สนใจคิยู คิยูเลยต้องให้พี่ซีวอนดูแลไง แค่นี้ไม่เข้าใจหรือไง” คิยูตะโกนลั่นแล้วหนีเข้าห้องนอนที่คยูฮยอนจัดเตรียมไว้ให้สำหรับเด็กน้อย คยูฮยอนรู้สึกเหมือนถูกตบจนหน้าชา นี่เป็นครั้งแรกที่คิยูเถียงเขาอย่างรุนแรงขนาดนี้ แล้วยังเถียงได้อย่างถูกต้องเสียด้วย

 

          คยูฮยอนยืนนิ่งแล้วทบทวนตัวเอง เขาไม่ใช่คนที่ชอบเด็กอยู่แล้ว ถึงคิยูจะเป็นเด็กน่ารักแค่ไหน แต่คยูฮยอนก็เป็นคนขี้รำคาญ โดยที่ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าตัวเองก็เคยเป็นเด็กมาก่อน โดยที่ไม่เคยนึกเลยว่าธรรมชาติของเด็กเป็นเช่นไร

 

          ซีวอนลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามเข้าไปในห้องนอนของคิยู กอดโอ๋คนตัวเล็กจนหลับสนิท แล้วจึงเดินออกมาด้านนอก ร่างสูงไม่หันมามองหน้าคยูฮยอนเลยสักนิด แต่ก่อนที่จะเดินเข้าห้องนอนอีกห้องไป เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้น

 

          “นายทำแบบนี้ไม่ถูกนะคยูฮยอน”

 

          “แต่ฉันกลัวว่านายจะรักคนอื่นมากกว่าฉัน” คยูฮยอนบอกเสียงสั่นแล้วหมุนตัวเดินไปสวมกอดซีวอนเอาไว้แน่น “นายน่ะชอบหว่านเสน่ห์ใส่คนอื่นไปทั่ว ใครๆ ก็ชอบนาย”

 

          “แต่ฉันก็เลือกนายไม่ใช่เหรอ?”

 

          “นายเลือกฉันแล้วคนอื่นๆ เขาหยุดด้วยหรือไง วาเลนไทน์ปีที่ผ่านมานายก็ได้รับดอกไม้จนเต็มรถ แล้วปล่อยให้ฉันนั่งแท็กซี่กลับมาคอนโด พอวันเกิดนายก็ได้รับของขวัญจากคนอื่นๆ จนจำไม่ได้ว่าเอากล่องของขวัญของฉันไปวางไว้ที่ไหน ฉันน่ะเหนื่อยนะที่ต้องมีแฟนหน้าตาดี ฉันแค่อยากเป็นแฟนกับคนธรรมดาที่...อื้อ”

 

          เสียงของคยูฮยอนเงียบลงเมื่อถูกปิดด้วยจูบอันเร่าร้อนจากคนรัก เอวบางถูกรั้งเข้าหาร่างสูงใหญ่เพราะซีวอนรู้ดีว่าเมื่อไรที่เขามอบจูบให้กับคนรัก ร่างของคยูฮยอนจะอ่อนระทวยจนยืนทรงตัวแทบไม่ได้ ดวงตาคู่สวยหลับพริ้มลง กลืนคำพูดก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น ซีวอนค่อยๆ ถอนจูบออกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเกลี่ยไรผมที่ตกลงมาปรกหน้าปากมนให้เขาสามารถมองใบหน้าของคยูฮยอนได้ชัดเจนขึ้น

 

          “แต่คิยูเป็นหลานของนายนะ นายจะหึงแม้กระทั่งหลานแท้ๆ ของตัวเองหรือไง?”

 

          “ก็...” คยูฮยอนอึกอักแล้วก้มหน้าลง

 

          “จะให้ฉันจูบอีกครั้งไหม เผื่อนายจะหาคำตอบได้” ซีวอนไม่ทันรอคยูฮยอนเอ่ยตอบอะไรออกมาสักคำเดียว เขาพรมจูบคยูฮยอนอีกครั้งตั้งแต่ริมฝีปากฉ่ำหวาน ไล่ระเรื่อยไปยังลำคอระหงที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่ที่ใช้ด้วยกันเป็นประจำ เขาใช้มือข้างหนึ่งผลักประตูห้องนอนเข้าไปด้านในโดยที่ยังคงซุกไซ้หาความหอมหวานจากร่างกายของคยูฮยอนไม่หยุดหย่อน

 

          “อื้อ...ซะ...ซีวอน...” เสียงครางกระเส่าที่เอ่ยเรียกชื่อเขาทำให้ซีวอนใช้เท้าดันประตูให้ปิดลง ก่อนจะอุ้มคยูฮยอนขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างรวดเร็ว

 

          ทุกครั้งที่ทะเลาะกันมักจะจบลงด้วยเรื่องบนเตียงแบบนี้

 

          แต่สำหรับซีวอนและคยูฮยอนแล้ว...มันเป็นการแสดงความรักอย่างดีเยี่ยมที่สุด

 

          ประตูห้องนอนปิดลงพร้อมกับเด็กน้อยที่ยังยกมือปิดตาแน่น หัวใจดวงเล็กๆ เต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อกี้เขาเห็นพี่ซีวอนเอาปากแตะปากของน้าคยูฮยอน แล้วน้าคยูฮยอนก็หลับตาลงแถมยังพูดคุยอะไรกันก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือนสองคนจะเข้าใจกันแล้วล่ะมั้ง เพราะเสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากห้องนอนทั้งคืนเลย

 

          ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่นั้นกำลังร้อนระอุไปด้วยไฟอารมณ์ที่โหมกระหน่ำร่างสองร่างให้หลอมละลายรวมกัน ซีวอนจับร่างโปร่งของคนรักพลิกขึ้นมาอยู่ด้านบนเขา แต่คยูฮยอนกลับดื้อรั้นและคอยแต่จะอยากอยู่ข้างล่าง

 

          “ไม่เอาน่าซีวอน นายอยากทำก่อนไม่ใช่เหรอ?” คยูฮยอนค้อนให้หนึ่งที ก่อนจะพยายามพลิกตัวเองกลับไปอยู่ข้างใต้ดังเดิม การนอนรอรับความสุขจากคนรักเป็นสิ่งที่พิเศษกว่าเป็นไหนๆ แต่ซีวอนก็มีข้ออ้างแบบนี้เสมอ

 

          “นายอยู่ข้างบนแล้วสวยนี่นา”

 

          “ยังไงก็เหอะ วันนี้ฉันอยากให้นายทำให้นะ”

 

          “งั้นนายทำให้ฉันก่อนก็แล้วกัน แล้วครึ่งหลังฉันจะบริการนายเอง นะคยูฮยอนคนสวย” ซีวอนออดอ้อนจนในที่สุดคยูฮยอนก็ใจอ่อนขึ้นไปอยู่ข้างบนให้จนได้ ไม่ใช่เพราะคำชมว่าสวยหรอก คำนั้นได้ยินและจั๊กจี้รูหูจะตายไป แต่เป็นเพราะไม่อยากมีเรื่องต่างหากจึงยอมตามใจ

 

          ความจริงแล้วก็ไม่ได้อยากจะทะเลาะกันเลยสักนิด ถ้ารู้ว่าจะต้องจบลงด้วยเรื่องบนเตียงแบบนี้ แต่สุดท้าย...ก็มีความสุขและหลับไปพร้อมๆ กันจนได้

 

          คยูฮยอนนอนราบอยู่บนอกแกร่งที่เต็มไปด้วยลอนกล้ามเนื้อของซีวอน มือบางลูบไล้ไปทั่วแผงอกกำยำนั้น ก่อนจะก้มจูบลงอย่างแผ่วเบา ทว่าร่างหนาที่อยู่ด้านล่างกลับสะท้านไปทั้งร่างกาย แถมยังขัดใจที่คยูฮยอนมัวแต่ชักช้าลีลาอยู่แบบนี้

 

          ซีวอนรั้งศีรษะกลมได้รูปเข้าหาก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากรูปกระจับอย่างรุนแรงเสียเอง คยูฮยอนส่งเสียงอื้ออึงสลับกับหัวเราะคิกคักเมื่อตัวเองเสียดสีสะโพกบางแนบชิดกับกายแกร่งของซีวอนจนท่อนเนื้อที่หลับสนิทในตอนแรกตื่นตัวอย่างเต็มที่ และพร้อมใช้งานได้ในทันทีเมื่อคยูฮยอนต้องการ

 

          ทั้งคู่ถอดเสื้อให้กันและกันออกอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ซีวอนฝ่ายเดียวหรอกที่ต้องการ คยูฮยอนเองก็อยากจะให้ซีวอนเข้ามาในร่างกายของเขาใจจะขาดอยู่รอมร่อ ทว่าอีกใจก็ไม่อยากให้บทรักในคืนนี้จบลงอย่างรวดเร็วเกินไป

 

          คยูฮยอนเลื่อนร่างกายลงไปด้านล่างเรื่อยๆ ก่อนจะปลดตะขอกางเกงของซีวอนแล้วเลื่อนลงไปเล็กน้อย ฟันซี่เล็กๆ ครูดกับแก่นกายแกร่งจนสะโพกแกร่งกระตุกวาบ

 

          “อย่าเล่นแบบนี้สิ ครั้งก่อนนายทำน้องชายฉันเป็นแผลอยู่ตั้งหลายวัน” ซีวอนห้ามปรามและพยายามดันหน้าคยูฮยอนออก แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ คยูฮยอนไม่สนใจฟัง ซ้ำยังงับซีวอนน้อยจนไม่เหลือมาให้เห็นแม้แต่ครึ่งเซนติเมตร โพรงปากอุ่นถอนขึ้นมาจากกายแกร่งของซีวอนจนเกือบหมด ก่อนจะกลืนกินไปอีกครั้งราวกับได้ลิ้มรสชาติของไอศกรีมรสเลิศที่ไม่มีใครได้ชิมมาก่อน

 

          “อื้อ...คยูฮยอน...นาย...อ๊า...” ซีวอนร้องดังลั่นอย่างเสียวซ่านเมื่อจู่ๆ คยูฮยอนก็งับเข้าที่โคนอย่างจัง แล้วยังดูดกลืนจนส่วนที่อ่อนไหวที่สุดของร่างกายซีวอนแทบจะหลุดเข้าไปในลำคอร่างโปร่ง ซีวอนเชิดหน้าขึ้นอย่างทรมาน เขาทั้งทรมานและสุขสมในเวลาเดียวกัน

 

          เหมือนกับว่าความฝันและความจริงซ้อนทับกันอย่างไรอย่างนั้น

 

          มือหนากดศีรษะของคยูฮยอนให้แนบลงกับร่างกายของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งคยูฮยอนผงกศีรษะขึ้นมายิ้มยั่วยวนเขา ซีวอนยิ่งอยากจะปลดปล่อยความรักเข้าไปในร่างกายของคยูฮยอนเสียเดี๋ยวนั้น แต่ก็ต้องห้ามใจเอาไว้

 

          ก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดของอารมณ์ มือหนาดันร่างของคยูฮยอนออกห่าง ในทีแรกคยูฮยอนเอียงคออย่างสงสัย แต่เมื่อซีวอนถอดกางเกงของคยูฮยอนออกแล้วจับสะโพกมนให้หันมาใกล้ชิดกับริมฝีปากของเขา คยูฮยอนจึงได้เข้าใจว่าซีวอนไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัว

 

          ทั้งคู่ต่างทำให้กันและกันอย่างไม่นึกรังเกียจ ซีวอนรู้ว่าเรียวลิ้นของคยูฮยอนมีอิทธิพลต่อเขามากเพียงใด ยิ่งปลายลิ้นชื้นตวัดเกี่ยวรัดกับส่วนปลายของเขา ซีวอนยิ่งบิดเร่าอย่างทรมานจนต้องปิดเสียงร้องตัวเองไว้ด้วยส่วนอ่อนไหวของคยูฮยอน เขาคิดว่าตัวเองต้องเก่งกาจกว่าคยูฮยอนแน่ ในเมื่อกลยุทธ์ที่คยูฮยอนกำลังใช้อยู่นั้นได้มาจากการฝึกฝนของเขาทั้งสิ้น

 

          “อื้อ...” คยูฮยอนละริมฝีปากออกแล้วหวีดร้องลั่นเมื่อลิ้นร้อนชื้นแทรกซอนลึกเข้าไปยังช่องทางด้านหลังของตัวเอง ซีวอนตวัดปลายลิ้นระรัวจนคยูฮยอนแทบจะลืมหายใจและหยุดการกระทำทั้งหมด ผลสุดท้ายคยูฮยอนก็ปล่อยของเหลวอุ่นใสออกมาก่อนซีวอนเสียอีก

 

          “ฮึก...นาย...นายยังไม่เสร็จเลยนี่นา...” คยูฮยอนรีบขยับสะโพกออกห่างอย่างรู้สึกผิด แต่ซีวอนกลับลุกขึ้นนั่งแล้วยิ้มกว้าง

 

          “ไม่เป็นไร ฉันยังสามารถปล่อยเข้าไปในตัวนายได้อยู่ไม่ใช่เหรอ?”

 

          “อืม จริงด้วยสินะ” คยูฮยอนหัวเราะเสียงใสเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามันเพิ่งเริ่มต้นไปเท่านั้น ในขณะที่ซีวอนลุกขึ้นนั่งแล้วยกร่างโปร่งขึ้นไปเกาะหัวเตียงเอาไว้ คยูฮยอนหันหลังให้เขาในท่ากึ่งคลาน ส่วนซีวอนเองก็ใช้ขาข้างหนึ่งแยกขาเรียวของคยูฮยอนให้ถ่างออก คยูฮยอนจึงหดขาและโก้งโค้งสะโพกเชื้อเชิญเขาโดยอัตโนมัติ

 

          มือแกร่งจับแก่นกายของตัวเองสอดใส่ไปยังช่องทางมหัศจรรย์และชุ่มชื้นของคยูฮยอนจนร่างที่ถูกกระทำกรีดร้องเสียงหลง

 

          “ซีวอนบ้า นายจะไม่ใช้อะไรเปิดทางก่อนเลยหรือไง อ๊า!”

 

          “แบบนั้นมันก็ไม่เร้าใจน่ะสิ” ซีวอนตอบสั้นๆ แล้วขยับสะโพกแกร่งเข้าออกในร่างกายของคยูฮยอนอย่างรุนแรงจนคยูฮยอนร้องครางไม่ออก ซีวอนบีบสะโพกมนไว้แน่นพลางเชิดหน้าขึ้นสูง “อา...คยูฮยอน นาย...หันมาหน่อยสิ”

 

          คยูฮยอนทำตามคำสั่งของคนรักแต่โดยดี เมื่อหันมาหาร่างสูงก็ถูกจู่โจมจูบอย่างเร่าร้อน มือบางจึงเอื้อมจนสุดแขนเพียงเพื่อจะสัมผัสความรู้สึกชุ่มชื้นจากแก่นกายของซีวอนยามเคลื่อนออกจากตัวเขา คยูฮยอนลูบไล้มันอย่างหลงใหล และริมฝีปากของทั้งคู่ก็คลอเคลียไม่ห่างกัน

 

          เสียงเตียงขนาดคิงไซส์ดังกระทบผนังเป็นจังหวะที่รุนแรง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอารมณ์ของทั้งคู่ร้อนแรงมากเพียงใด ซีวอนรู้สึกใกล้จะถึงจุดสูงสุดของอารมณ์แล้ว เขาผละจูบออกแล้วขยับสะโพกแกร่งรัวเร็วมากขึ้นจนคนด้านล่างแทบจะหยุดหายใจ ในที่สุดก็ปลดปล่อยของเหลวอุ่นร้อนเข้าไปในร่างกายของคยูฮยอนจนหมดสิ้น

 

          เสียงหอบกระเส่ายังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ร่างทั้งสองร่างจะทรุดฮวบลงไปนอนทาบทับกันอย่างหมดแรง ซีวอนจูบลงบนหัวไหล่บางของคยูฮยอนอย่างแสนรัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิด

 

          “คยูฮยอน...ฉันรักนาย”

 

 

 

          ฮยอกแจเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะพบทงเฮที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารเพียงลำพัง มือบางยกขึ้นลูบแก้มเนียนของตัวเองด้วยรอยยิ้มเขินอาย แก้มอีกข้างหนึ่งสุกปลั่งเป็นลูกมะเขือเทศสุกจนฮยอกแจรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา

 

          “พี่จุนกิล่ะ?”

 

          “พี่ชายของนายกลับไปแล้ว เขาบอกว่าที่นี่มีห้องนอนแค่ห้องเดียวคงจะนอนไม่สะดวก เลยออกไปนอนโรงแรมเพราะพรุ่งนี้มีประชุมแต่เช้า” ทงเฮอธิบายได้อย่างละเอียด ฮยอกแจนั่งลงข้างๆ กัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

          “ก็ดีแล้ว มีพี่อยู่ฉันอึดอัดยังไงก็ไม่รู้ ทำอะไรไม่สะดวกเลย” ทงเฮพยักหน้าช้าๆ เพราะก่อนหน้าที่พี่จุนกิจะออกไป เขาก็พูดว่าฮยอกแจอาจจะรู้สึกอึดอัดเช่นเดียวกัน แต่ทว่าท้ายประโยคนั้นกลับฟังดูแปลกๆ พิกล

 

          “นายคงไม่ได้คิดอะไรลามกอยู่ใช่ไหม?” ทงเฮหลิ่วตาถาม

 

          “ไม่มี้! ฉันน่ะเหรอจะคิดอะไรไม่ดี แต่ว่า...เรารีบไปนอนกันเถอะ” ฮยอกแจพูดจบก็ทำท่าจะโอบไหล่ทงเฮเข้าไปในห้องนอน ทว่าร่างบางกลับขืนตัวเอาไว้

 

          “ฉันจะนอนข้างนอก”

 

          “เมื่อคืนนายก็นอนในห้องกับฉันนี่นา ยังจะกลัวอะไรอีก?” ฮยอกแจเอ่ยถาม แถมยังมองทงเฮผ่านเสื้อเชิ้ตตัวบางด้วยสายตาที่คิดไปถึงไหนต่อไหนจนทงเฮดึงเสื้อมาปิดอย่างถือเนื้อถือตัว

 

          “กลัวว่านายทำแบบเมื่อวานไง”

 

          “เมื่อวาน?” เขาเลิกคิ้วขึ้น แกล้งทำเป็นจำอะไรไม่ได้ “นายบอกว่าจำอะไรไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอ ฉันเองก็อยากจะทบทวนความจำให้นายไงล่ะ”

 

          “ไม่เอานะ!”

 

          ทงเฮร้องเสียงหลง ในขณะที่ฮยอกแจดึงทงเฮเข้ามากอดไว้แน่น ทงเฮอยากจะปฏิเสธ แต่ทว่าเขากลับยืนนิ่งให้ฮยอกแจกอดอยู่เช่นนั้น ฮยอกแจโอบร่างบอบบางเอาไว้แล้วโยกตัวไปมาเบาๆ วันนี้เขาไม่อยากทำอะไรทงเฮสักอย่าง แค่อยากจะกอดไว้ตลอดทั้งคืนเท่านั้นเอง

 

          แต่เมื่อได้กอดไว้แล้ว ฮยอกแจกลับห้ามใจตัวเองไม่ได้ เขาผละออกจากทงเฮ แล้วโน้มลงหมายจะหอมแก้มเนียน ทว่ากลิ่นกล้วยหอมที่แสนคุ้นเคยกลับโชยเข้ามาแตะจมูกจนฮยอกแจต้องมุ่ยหน้า

 

          “ทงเฮ...ทำไมแก้มนายมีกลิ่นกล้วยหอมติดอยู่?”

 

          “ก...ก็...” ทงเฮอึกอักแล้วทำท่าจะเดินเลี่ยงหนีไปทางอื่น มือบางยกขึ้นลูบไล้แก้มเนียนของตัวเอง ฮยอกแจนึกได้ว่าตอนแรกที่เขาเดินออกมาจากห้อง ทงเฮก็ลูบแก้มแบบนี้เช่นกัน

 

          “อย่าเดินหนีกันสิ ตอบฉันมาก่อน” ฮยอกแจรั้งแขนบางเอาไว้แล้วถามอย่างคาดคั้น

 

          “ไม่มีอะไรสักหน่อย”

 

          “ไม่มีอะไรได้ยังไง ฉันจำกลิ่นลิปมันของพี่จุนกิได้ พี่ชายฉันหอมแก้มนายใช่ไหม?” ฮยอกแจถามเสียงกร้าวอย่างไม่สบอารมณ์ ถึงจะเป็นพี่ชายก็เถอะ แต่มาหอมแก้มคนที่เขารักแบบนี้ มันจะไม่มากไปหน่อยหรือไง ฮยอกแจเลื่อนมือหนามาจับข้อมือของทงเฮไว้แน่น ดวงตาของทงเฮไม่มีแววตระหนกเลย หากแต่ใบหน้าหวานกลับโคลงศีรษะไปมา

 

          “พี่จุนกิไม่ได้หอมแก้มฉันจริงๆ”

 

          “ฉันไม่เชื่อ!”

 

          “จริงๆ นะฮยอกแจ” ทงเฮยืนยันอีกครั้ง ก่อนจะก้มลงแล้วพูดรัวเร็ว “แต่...พี่จุนกิฝากฉันมาจุ๊บแก้มตัวบางน่ะ”

 

          “วะ...ว่าไงนะ?!” ฮยอกแจยังถามไม่ทันขาดคำ ทงเฮก็เขย่งตัวขึ้นมาแนบริมฝีปากกับแก้มสากของเขา ก่อนจะวิ่งหนีเข้าไปในห้องนอนแล้วปิดประตูลง ฮยอกแจยกมือขึ้นลูบแก้มของตัวเองอย่างตกตะลึง ไม่รู้ว่าจะโกรธไอ้พี่ชายจอมกวนที่หลอกหอมแก้มทงเฮ หรือจะดีใจที่พี่ชายหลอกให้ทงเฮมาหอมแก้มเขาดี

 

          ปังๆๆ

 

          “เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะทงเฮ!” ฮยอกแจตะโกนลั่นเพื่อจะเข้าไปทำโทษทงเฮคนซื่อที่ยอมให้คนอื่นหอมแก้มง่ายๆ แต่รออยู่นานทงเฮก็ไม่ยอมเปิดประตูออกมา ฮยอกแจจึงไขกุญแจสำรองเข้าไปด้านใน คนที่นั่งอยู่ปลายเตียงนอนถึงกับสะดุ้งโหยงแล้วขยับตัวหนี

 

          “ฮยอกแจ นายโกรธฉันอีกแล้วเหรอ?”

 

          “ใช่! โกรธมากๆ ด้วย” ฮยอกแจตีหน้าเข้มขรึม แม้จะปลื้มใจที่ถูกจุ๊บแก้มเมื่อครู่นี้ แต่เรื่องที่ทงเฮทำผิด ใช่ว่ามันจะหักล้างกันไปได้ เขาเดินตรงดิ่งเข้าไปหาทงเฮจนถึงเตียง ก่อนจะผลักร่างเล็กหงายราบแล้วตามลงไปทาบทับแนบชิด มือหนาตรึงแขนทั้งสองข้างของทงเฮไว้แน่นจนคนด้านล่างไม่สามารถขยับเขยื้อนไปทางไหนได้ ฮยอกแจโน้มลงต่ำไปใกล้ๆ จนทงเฮรู้สึกถึงลมหายใจที่รุนแรง ก่อนที่เสียงพร่าจะเอ่ยถามขึ้น “รู้ด้วยเหรอว่าฉันโกรธเรื่องอะไร?”

 

          “ก็...ก็ต้องรู้สิ นายไม่พอใจที่พี่จุนกิ...”

 

          “แต่นายก็ยอม!”

 

          “ฉันไม่ได้ยอม แต่ไม่รู้ว่าจะพูดห้ามยังไงต่างหาก”

 

          “แล้วยังไงอีก?” ฮยอกแจผงะศีรษะขึ้นมาเอ่ยถาม ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงแค่นิ้วเดียวเท่านั้น ทงเฮยังคงไม่ตอบ เอาแต่เขินจนหน้าแดงอยู่แบบนั้น ดังนั้นฮยอกแจจึงโน้มลงต่ำไปอีกนิดจนทงเฮหลับตาแน่นปี๋ “ถ้าตอบไม่ดี นายโดนฉันทำโทษแน่?”

 

          “นายจะทำโทษยังไง?” ทงเฮถามตาแป๋ว

 

          “ฉันไม่จำเป็นต้องบอก แต่ถ้านายไม่ตอบ นายก็จะได้รู้เองว่าฉันจะทำโทษยังไง?” ฮยอกแจขยับสะโพกแกร่งทีละนิดจนเสียดสีกับส่วนอ่อนไหวที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เนื้อผ้าเย็นเฉียบ ทงเฮช้อนตาขึ้นมองฮยอกแจอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงแหบกระเส่า

 

          “แล้ว...จะเจ็บมากหรือเปล่า?”

 

          “ไม่เจ็บมากหรอก”

 

          “งั้นฉันตอบก็ได้ คือฉัน...ฉันไม่รู้จะบอกพี่จุนกิยังไงดี แต่พอถูกหอมแก้มแล้ว ก็เลยจะต้องมาหอมแก้มนายต่อให้ได้ เพราะพี่จุนกิฝากมาแล้วนี่นา” ทงเฮเงียบลงเพื่อดูปฏิกิริยาของฮยอกแจ “ฉันตอบนายหมดแล้ว นายจะปล่อยฉันได้หรือยัง?”

 

          “ยัง!” ฮยอกแจบอกสั้นๆ ก่อนจะหอมแก้มทงเฮยังข้างที่มีกลิ่นกล้วยหอมติดอยู่ “ฉันไม่ชอบกลิ่นกล้วยหอมเหมือนพี่ ไม่ชอบมากๆ เลยด้วย”

 

          “งั้นฉันจะไปล้างออกเดี๋ยวนี้ล่ะ” ทงเฮพยายามจะลุกขึ้นจากเตียงไป แต่ทว่าฮยอกแจกลับตรึงแขนเรียวเอาไว้แน่นหนากว่าเดิม

 

          “ไม่ต้อง! ฉันมีวิธีล้างที่ดีกว่านั้น” ฮยอกแจพูดจบก็แสดงให้ทงเฮดูในทันที เขาโน้มลงไปจูบแก้มเนียนของทงเฮข้างที่ถูกพี่ชายของตัวเองลวนลามมาก่อนหน้านี้ ก่อนจะไล่ลงมายังริมฝีปากบางที่ฉ่ำหวานไปด้วยสีเชอร์รี่สดแสนเย้ายวนอารมณ์ มือหนาลูบเอวบางคอดกิ่ว ก่อนจะพลิกตวัดเสื้อตัวบางให้เลิกขึ้นแล้วสัมผัสไปทุกสัดส่วนของทงเฮ

 

          ฮยอกแจจะสำรวจให้ทั่วเรือนร่างของทงเฮว่ายังมีกลิ่นอื่นๆ ติดอยู่อีกหรือไม่ และไม่ว่าจะมีหรือไม่ก็ตาม เขาจะล้างทงเฮให้สะอาดเอี่ยมไปทั่วทั้งตัวเลยทีเดียว

 

          “ดะ...เดี๋ยวสิ! ไหนบอกว่าจะไม่ทำโทษไงล่ะ?” ทงเฮร้องถามเสียงตระหนกเมื่อจู่ๆ ฮยอกแจก็อุ้มเข้าขึ้นไปนอนตรงกลางเตียงเพื่อที่จะทำอะไรต่อมิอะไรได้อย่างถนัดขึ้น ฮยอกแจนอนทาบทับทงเฮ เขาเท้าแขนข้างหนึ่งตั้งชันรองรับศีรษะไว้ ก่อนจะกระซิบบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์

 

          “ใครบอกว่าจะทำโทษล่ะ?”

 

          “งั้นนายก็ขี้โกงน่ะสิ!”

 

          “เปล่านะ” ฮยอกแจส่ายหน้าอย่างรุนแรง ก่อนจะหอมแก้มทงเฮอีกครั้งจนแก้มช้ำไปหมดแล้ว “ฉันกำลังจะให้รางวัลนายอยู่นี่ไง”

 

          “ฮยอกแจ!” ทงเฮเบิกตาโพลง ก่อนจะผลักอีกฝ่ายออกแล้วอย่างแรง แล้วลุกขึ้นไปยืนด่าอยู่ปลายเตียง “นายคิดว่าฉันโง่จนตามนายไม่ทันหรือไง ฉันน่ะ...ไม่ยอมนายเป็นครั้งที่สองหรอกนะ”

 

          ทงเฮพูดเรื่องหน้าอายจบก็หน้าแดงก่ำจนไม่สามารถยืนอยู่ตรงนั้นได้อีกแล้ว ฮยอกแจค่อยๆ ชันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างผิดหวัง เขาประเมินทงเฮต่ำไปสินะ บทเรียนเมื่อวานนี้คงทำให้ทงเฮไม่ยอมง่ายๆ อย่างที่เขาคิด ในขณะที่ร่างบางหันรีหันขวางอย่างคิดไม่ตก ก่อนจะโพล่งขึ้น

 

          “ฉะ...ฉันจะออกไปนอนที่โซฟา” พูดจบก็รีบวิ่งหนีออกไปในทันที ฮยอกแจจึงเดินตามไปอย่างช้าๆ ก่อนจะนั่งลงแนบชิดกับทงเฮจนอีกฝ่ายหนีไปไหนไม่ได้

 

          “ฮยอกแจ ฉันไม่เอาแล้ว เมื่อวานนี้ยังเจ็บอยู่เลย” ทงเฮบอกเสียงเศร้าพลางมุ่ยหน้า ฮยอกแจจึงดึงมือเล็กๆ มากอบกุมไว้ ก่อนจะเอ่ยบอก

 

          “ฉันไม่ได้จะทำอะไรสักหน่อย แค่จะขอจูบนิดเดียวเอง”

 

          “จูบก็ไม่ได้!” ทงเฮส่ายหน้าระรัว เมื่อวานก็แค่จูบเหมือนกัน และเป็นยังไงล่ะ สุดท้ายเขาก็ถูกอารมณ์ชักนำไปจนได้เรื่อง เมื่อวานนี้ยังสามารถอ้างได้ว่าทำไปเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ในคืนนี้ล่ะ ถ้ายอมอีกครั้งคงต้องกลายเป็นอี ทงเฮคนใจง่ายแน่ๆ

 

          “แต่นายทำผิดต่อฉันนี่นา ถึงจะสารภาพมาหมดแล้ว แต่ศาลที่ไหนก็ไม่ยกโทษให้หรอก”

 

          “แต่ศาลก็ยังลดโทษให้ไม่ใช่หรือไง?” ทงเฮเอ่ยถามโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกฮยอกแจไล่ต้อนจนจนมุม

 

          “ฉันจะลดโทษให้นาย โดยที่ไม่ทำให้นายเจ็บก็แล้วกัน” ทงเฮนั่งอึ้งกับประโยคที่แสนเฉียบคมนั้นของฮยอกแจ เป็นไปได้ยังไงกันที่เขาปฏิเสธไปทุกทางแล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกฮยอกแจต้อนเข้ามุมจนหนีไปไหนไม่ได้ อีกทั้งร่างกายตอนนี้ยังถูกตราตรึงไว้ด้วยมือแกร่งของฮยอกแจ รวมทั้งจูบที่อบอุ่นของเขา ฮยอกแจค่อยๆ ผละออกอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “แต่ถ้ามันเจ็บจริงๆ ฉันจะทำให้เบาที่สุด”

 

          “อะ...อื้อ...” ทงเฮกำลังจะอ้าปากเถียงต่อ แต่ก็ถูกปิดด้วยจูบที่แสนนุ่มนวลของเขา ฮยอกแจไม่มีความหื่นกระหายอย่างที่ทงเฮคิดเอาไว้เลย ทงเฮคิดว่าฮยอกแจคงจะแค่อยากจูบเท่านั้น และเขาเองก็ชอบที่จะถูกฮยอกแจจูบด้วย ทงเฮจึงหลับตาพริ้มลง ทว่าไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น จูบที่แสนอบอุ่นก็แปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนและปลุกเร้าอารมณ์จนทงเฮไม่ทันตั้งตัว

 

          ฮยอกแจดันร่างบางของทงเฮให้แนบลงกับโซฟาตัวยาว ก่อนจะนอนทาบทับตามลงไป เขาเลิกเสื้อตัวบางของทงเฮขึ้นจนถึงลำคอ ก่อนจะถอนจูบออกจนทงเฮผวาตามขึ้นมา

 

          “ใจเย็นๆ สิ” เสียงของฮยอกแจทำให้ทงเฮได้สติกลับคืนมาด้วย

 

          “มะ...ไม่...”

 

          “ถ้านายปฏิเสธฉันอีกครั้ง ฉันก็จะไม่เซ้าซี้นายแล้ว” ฮยอกแจลูบไล้ใบหน้าหวานพร้อมกับจ้องมองทงเฮด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์จนยากจะต้านทานได้ง่ายๆ ทงเฮกำลังครุ่นคิดว่าเขาจะปฏิเสธดีหรือไม่ เขามองหน้าฮยอกแจและคิดอยู่นานเลยทีเดียวจนเสียงของฮยอกแจดังขึ้นอีกครั้ง “หมดเวลาตอบแล้ว”

 

          ฮยอกแจพูดจบก็ซุกไซ้ลำคอขาวผ่องด้วยความต้องการทันที มือบางทั้งสองข้างของทงเฮค่อยๆ กำแน่น ดวงตาคู่สวยหลับแน่นปี๋ด้วยความเสียวซ่านอย่างถึงที่สุด ยามที่ฮยอกแจลากไล้สันจมูกโด่งมายังซอกคอของเขา ทงเฮก็เบี่ยงหน้าหลบหนีไปอีกทางราวกับเชื้อเชิญให้ฮยอกแจสำรวจทุกๆ ส่วนในร่างกายของเขาจนทั่ว

 

          “อื้อ...” ทงเฮครางเสียงเบาบางอย่างเขินอาย มือเล็กๆ ที่กำแน่นในตอนแรกค่อยๆ หาที่ยึดเกาะเมื่อฮยอกแจเลื่อนศีรษะต่ำลงไปโลมเลียและประทับจูบสร้างรอยรักให้กับลำตัวของเขาจนเกิดสีกุหลาบช้ำไปทั่ว ขาเรียวของทงเฮบิดเร่าอย่างทรมานและต้องการจะปลดปล่อยออกไป เขาต้องการให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเมื่อวานนี้เสียอีก

 

          ทุกครั้งที่ทงเฮขยับขา ส่วนอ่อนไหวที่ซ่อนตัวอยู่ใต้กางเกงผ้าจะสัมผัสกับส่วนนั้นของฮยอกแจ ทงเฮจึงขยับขาช้าๆ อย่างไม่รู้ตัว ฮยอกแจลากลิ้นสากผ่านเอวคอดกิ่วของทงเฮจนร่างบางรู้สึกขนลุกและยกสะโพกมนขึ้นสูง ดวงตาแสนหวานปรือเปิดมาสบตากับฮยอกแจ ก่อนจะเอียงหน้าหลบอย่างขวยเขิน

 

          ฮยอกแจถอดกางเกงของทงเฮออกอย่างรวดเร็ว เขาพาดมันไว้กับพนักโซฟา ในขณะที่กางเกงของฮยอกแจเองนั้นถูกถอดโยนไปทางทิศไหนก็ไม่รู้ ทั้งคู่สวมใส่แค่เสื้อเพียงตัวเดียว ทงเฮหายใจหอบถี่ตามอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่นให้ร้อนระอุดั่งภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดอย่างเต็มที่

 

          “ฮยอกแจ นาย...หยุด...ตอนนี้ได้ไหม?”

 

          “ไม่ได้แล้ว” ฮยอกแจพูดจบก็ก้มลงจุมพิตที่ส่วนอ่อนไหวของทงเฮที่กำลังชี้หน้าเขาอย่างท้าทาย ทงเฮบิดสะโพกเร่า แล้วรู้สึกเสียใจที่ตัวเองตัดสินใจช้า “ร่างกายนี้เป็นของฉัน”

 

          “ชิ นายต้องการแค่ร่างกายหรือไง” ทงเฮถามราวกับจะร้องไห้ ฮยอกแจจึงเลื่อนขึ้นไปจูบระหว่างคิ้วของทงเฮเพื่อให้อีกฝ่ายผ่อนคลาย มือข้างหนึ่งลูบไล้ดวงหน้าใสซื่อที่จ้องมองเพียงเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

          “หัวใจของนายก็เป็นของฉันด้วย”

 

          “ใครบอกกัน?” ทงเฮถามเสียงสูง

 

          “ฉันบอก”

 

          “นายเป็นผู้นำระบบเผด็จการหรือยังไง?”

 

          “นายไม่รู้หรอกว่าเผด็จการที่แท้จริงมันเป็นยังไง?” ฮยอกแจบอกยิ้มๆ ก่อนจะจุมพิตที่ริมฝีปากของทงเฮอีกครั้ง มืออีกครั้งที่ยังว่างอยู่ลูบไล้ต้นขาของทงเฮอย่างช้าๆ ก่อนจะลากผ่านจุดอ่อนไหวและกระตุ้นให้ทงเฮทรมานและปั่นป่วนไปหมด

 

          “ฮื่อ...อ๊า!” ทงเฮครางฮือได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น แต่เมื่อฮยอกแจสอดใส่นิ้วเรียวเข้าไปในช่องทางด้านหลังเพียงแค่นิ้วเดียว เสียงใสก็ร้องลั่น

 

          “เจ็บเหรอ?”

 

          “อื้อ...จะ...เจ็บมาก” ทงเฮนิ่วหน้า แต่แม้ภายนอกจะเจ็บปวด ทว่าด้านในที่ฮยอกแจกำลังสัมผัสกับจุดเร้าอารมณ์ของเขาก็ทำให้ทงเฮรู้สึกดีอย่างไม่บอกถูก ฮยอกแจลองขยับนิ้วอีกนิดนึง ทงเฮก็แทบจะร้องไห้ เขาทำท่าจะหยุดสัยตั้งแต่ตอนนั้น ทว่าทงเฮกลับร้องถาม “นายไม่มีเจลหล่อลื่นเหรอ?”

 

          “ห๊ะ?! นะ...นายรู้จักของแบบนั้นด้วยหรือไง” ฮยอกแจถามอย่างตกใจ ทงเฮเบิกตากว้างแล้วหน้าแดงเป็นลูกมะเขือเทศสุก ก่อนจะหลบตาอีกฝ่ายไปทางอื่น

 

          “ก็...เอ่อ...”

 

          “อย่าบอกนะว่าเคยใช้?”

 

          “บ้าหรือไง ใครจะไปใช้ของพรรค์นั้น”

 

          “แล้วรู้ได้ไงว่าฉันมี?” ฮยอกแจล็อกข้อมือบางของทงเฮไว้แน่น ทงเฮกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าจะเริ่มบอกจากตรงไหน แต่ก็กลัวว่าถ้าไม่บอกจะต้องโดนทำโทษหนักกว่านี้แน่ๆ

 

          “ฉันเคยเห็นว่านายวางไว้ในลิ้นชักโต๊ะอ่านหนังสือนี่นา” ฮยอกแจบีบจมูกรั้นของทงเฮอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะเดินไปหยิบเจลหล่อลื่นมาอย่างรวดเร็ว เขาป้ายที่นิ้วของตัวเอง ก่อนจะสอดใส่ไปยังช่องทางคับแคบของทงเฮอีกครั้ง คราวนี้ทงเฮมุ่ยหน้าลง แต่สะโพกมนกลับแอ่นขึ้นอย่างเชื้อเชิญ

 

          “ยังเจ็บอยู่ไหม?”

 

          “อ๊า...มะ...ไม่...ไม่เจ็บแล้ว...อื้อ...” ทงเฮพูดแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เมื่อฮยอกแจได้ยินดังนั้นจึงเพิ่มจำนวนนิ้วไปอีกเพื่อเบิกช่องทางคับแคบให้ขยายมากขึ้น ทงเฮบิดเร่าอย่างทุรนทุราย ก่อนจะจับข้อมือของเขาไว้ “พอแล้ว...ฮยอกแจ...อืม...พอ...”

 

          “ทำไมล่ะ?”

 

          “นาย...เข้ามาสิ เร็วๆ” ทงเฮช้อนตาขึ้นมองแล้วเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงเว้าวอน ฮยอกแจยิ้มกว้าง ก่อนจะถอนนิ้วทั้งหมดออกในคราวเดียวจนของเหลวใสเยิ้มไหลติดนิ้วเรียวออกมาด้วย

 

          เขาจับขาของทงเฮพาดโซฟาไว้ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างยกขึ้นพาดบ่าตัวเอง ฮยอกแจขยับสะโพกเข้าไปใกล้แล้วแทรกร่างกายแข็งแรงเข้าไปในตัวของทงเฮ ช่องทางเร้นลับของทงเฮบีบรัดกายแกร่งของฮยอกแจจนเจ็บไปหมด แต่ฮยอกแจก็ชอบแบบนี้

 

          ฮยอกแจขยับตัวช้าๆ อย่างที่สัญญากับทงเฮไว้ในตอนแรก เขาทั้งพรมจูบและพร่ำบอกรักทงเฮ แม้ว่าฮยอกแจจะไม่ได้ยินเสียงของทงเฮบอกรักเขาเลยสักคำ แต่การที่ทงเฮยอมเป็นของเขาตั้งแต่ครั้งแรกและอีกครั้งในวันถัดมา ฮยอกแจถือว่าทงเฮได้ใช้การกระทำบอกรักเขามาจนหมดแล้ว

 

          “อ๊า...ฮยอกแจ...ฉัน...ฉันจะไปแล้ว...” เสียงหวานร้องหวีดหวิวดั่งสายลมจนฮยอกแจต้องก้มลงไปจูบเพื่อให้ทงเฮผ่อนคลาย เขาเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น ก่อนจะปลดปล่อยออกมาในที่สุด ทงเฮหอบกระเส่าภายใต้อ้อมกอดอุ่นของฮยอกแจ มือหนาประคองใบหน้าหวานแล้วกดจูบริมฝีปากแดงฉ่ำอีกครั้งอย่างเต็มรัก เขาละออกแล้วสบตาทงเฮ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

          “อย่าเพิ่งหลับหนีนะ”

 

          “อื้อ” ทงเฮรับคำแล้วจ้องมองฮยอกแจตาแป๋ว

 

          “ทำไมนายถึงยอมให้ฉันล่ะ นายเจ็บมาก ฉันรู้ แต่ทำไมนายต้องยอม?” ฮยอกแจไม่ได้ถามเอาสนุก เขาไม่ได้ถามเล่นๆ ขำๆ เหมือนทุกครั้ง สายตาของฮยอกแจจริงจังและอยากได้รับคำตอบที่ฟังแล้วเย็นชุ่มฉ่ำไปถึงขั้วหัวใจ

 

          “ก็นายเป็นเพื่อนสนิทของฉันนี่นา”

 

          “เพื่อนสนิท?!” ฮยอกแจทวนคำเสียงดังลั่น ทงเฮจึงพยักหน้าหงึกหงักช้าๆ เพื่อยืนยันคำตอบของตัวเอง

 

          “เพื่อนสนิทที่รักกันไง”

 

          “แล้วถ้าไม่รักล่ะ?” ฮยอกแจอมยิ้มนิดๆ เมื่อเอ่ยถาม แต่ทงเฮก็ยังไม่รู้สึกอะไรกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่น ทว่าทงเฮกลับรั้งฮยอกแจเข้ามากอดไว้แน่นจนฮยอกแจตกใจและแปลกใจในคราวเดียวกัน น้ำตาอุ่นหยดลงบนไหล่ของเขาพร้อมกับเสียงสะอื้นของทงเฮที่ดังขึ้น

 

          “ถ้าไม่ใช่ฮยอกแจ ฉันก็คงไม่ยอม...”

 

 

 

 

 

Talk with Lee Seen

          ซีนว่าตัวเองเพ้อเจ้อมากเกินไปแล้วนะคะ...

ขอบคุณที่ตามอ่านค่า!!!!

 

 

edit @ 7 May 2012 02:47:13 by Lee Seen

 

Chapter 5

นาย...น่ารักมาก

 

----- เนื้อหาก่อนหน้าอยู่ในเว็บเด็กดี -----

 

http://writer.dek-d.com/leeseen/story/viewlongc.php?id=816215&chapter=5

 

          “ฉะ...ฉันหวงนาย ไม่อยากให้นายอยู่ใกล้ซองมินเลย” ทงเฮมองหน้าฮยอกแจแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงปนสะอื้น ฮยอกแจมองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขารอว่าทงเฮจะพูดอะไรออกมาอีก “นายไม่เข้าใจหรือยังไง ฉันบอกว่าขอคิดดูก่อน นายก็ควรจะรอฉันสิ ฮยอกแจใจร้าย ใจร้ายที่สุดเลย”

 

          “ใช่ ฉันใจร้ายกับนายมาก” เขายอมรับอย่างง่ายดายเพราะแพ้น้ำตาคนตรงหน้าเข้าให้แล้ว

 

          “ฮึก โอ๊ย! มึนหัวจัง ฉันไม่ได้พูดอะไรออกไปนะ”

 

          “ไม่! นายพูดออกมาหมดเลย” ฮยอกแจลูบแก้มเนียนอย่างเอ็นดู ทงเฮตอนนี้เหมือนเด็กตัวน้อยๆ ไม่มีผิด พอเขาพูดเช่นนั้น ทงเฮก็ส่ายหน้าระรัว

 

          “บางทีฉันอาจจะมึนหัวก็เลยพูดบ้าๆ ออกไป ขอโทษนะ นายอย่าใส่ใจเลย ฉันนอนต่ออีกนิดดีกว่า เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น”

 

          ทงเฮแทบจะหงายตึงลงบนโซฟาทันทีที่พูดจบ แต่ฮยอกแจก็ยังคว้าตัวไว้ได้ทัน เขาไม่ยอมให้ทงเฮเฉไฉต่อไปอีกแล้ว ยังไงวันนี้ฮยอกแจจะต้องรู้คำตอบจากทงเฮให้ได้เลยเชียว แขนแกร่งช้อนร่างบางของทงเฮขึ้นมาโอบอุ้มไว้ประหนึ่งทงเฮเป็นเจ้าสาวของเขา

 

          เสียงหวานหวีดร้องด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ร่างของตัวเองก็ลอยขึ้นกลางอากาศ แม้จะพยายามดีดดิ้นสักเท่าไร แต่เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ก็น้อยนิดเต็มทน รู้ตัวอีกทีก็ถูกอุ้มเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ในห้องนอนของฮยอกแจเสียแล้ว

 

          “นายจะทำอะไรฉันเหรอ?” ทงเฮถามเสียงอ่อนเพลีย

 

          “ก็นายบอกว่าร้อน ฉันเลยจะทำให้นายหายร้อนไง เอ๊ะ! หรือจะร้อนมากกว่าเดิมนะ”

 

          ฮยอกแจพูดจบก็วางร่างทงเฮลงในอ่างอาบน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งอ่าง ทงเฮตะเกียกตะกายอย่างตกใจเมื่อร่างกายแช่น้ำทั้งๆ ที่ยังสวมเสื้อผ้ารุ่มร่าม แต่อย่างน้อยอาการร้อนผะผ่าวตามร่างกายก็รู้สึกดีขึ้นมานิดนึงแหละน่า

 

          “รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม?” คนที่อุ้มมาเอ่ยถามขึ้นพลางขยี้ผมนุ่มจนไม่เป็นทรงยิ่งกว่าเดิม

 

          “หนาว...” ทงเฮตอบสั้นๆ แล้วหันหน้าไปทางอื่น

 

          “หนาวก็ถอดเสื้อสิ”

 

          “แม่นายสอนหรือไงว่าถ้าหนาวแล้วให้ถอดเสื้อน่ะ ออกไปจากห้องน้ำเลยนะ ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว” ทงเฮบอกพลางมือเรียวก็ดันฮยอกแจที่นั่งอยู่ขอบอ่างให้ออกไปด้านนอก แต่มีหรือที่อีกฝ่ายจะยอม ฮยอกแจจ้องมองทงเฮด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เอ่อล้น ทงเฮอยากจะหันหน้าหลบหนี แต่กลับทำไม่ได้เพราะแพ้ภัยต่อดวงตาคู่นั้นที่กำลังทำให้เขาลุ่มหลง ฮยอกแจดันไหล่ทงเฮจนติดขอบอ่าง เขาใช้นิ้วหัวแม่มือดันคางทงเฮขึ้นมาแล้วเอ่ยถาม

 

          “ทงเฮ...นายรักฉันบ้างไหม?” ทงเฮสร่างเมาแล้วตั้งแต่ถูกโยนตัวลงมาในอ่าง แต่เขาจะแกล้งมึนหัวตอนนี้จะทันอยู่ไหมนะ

 

          “ฉัน...” ทงเฮเม้มปากแน่นก่อนจะขบฟันซี่เล็กกับริมฝีปากล่างด้วยใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ดวงตาแสนหวานกะพริบปริบๆ แล้วจ้องมองหน้าฮยอกแจ แต่ฮยอกแจไม่ได้สนใจในคำตอบอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขาสนใจแต่ร่างน้อยภายใต้เสื้อเชิ้ตตัวบางที่เปียกน้ำจนเห็นไปทุกสัดส่วนเท่านั้น

 

          ดีเหลือเกินที่ฮยอกแจไม่ได้ถอดเสื้อของทงเฮตั้งแต่แรก เพราะแบบนี้กระตุ้นอารมณ์ของเขาได้ดีกว่าเป็นไหนๆ

 

          ฮยอกแจยิ้มมุมปากเล็กๆ ก่อนจะโน้มลงไปหาทงเฮ เขารั้งท้ายทอยของทงเฮเลื่อนเข้ามาใกล้เพื่อให้ถนัดมากขึ้น ก่อนจะมอบจุมพิตอันแสนหอมหวาน ทงเฮแทบจะหายใจผิดหวะไป เขาอยากจะขัดขืน ทว่าจูบของฮยอกแจในเช้าวันนี้ร้อนแรงเสียจนเขาต้านทานไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

 

          ทงเฮไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อไรกันแน่ที่แขนเรียวของเขาโอบพันรอบลำคอของฮยอกแจ ปลายลิ้นชื้นขมเฝื่อนแทรกซอนเข้ามาแล้วตวัดชิมความหอมหวาน รวมทั้งช่วงชิงลมหายใจของทงเฮออกไปจนหมดสิ้น ฮยอกแจรุกเร้าและปลุกปั่นอารมณ์ของทงเฮด้วยรสจูบที่เร่าร้อนและเย็นยะเยือกสลับกันไป มือหนาเคล้าคลึงอยู่นอกสาบเสื้อที่เปียกชุ่มน้ำ แต่เมื่อรู้สึกทนไม่ไหวก็แหวกเสื้อเชิ้ตแล้วบีบเน้นจุดสำคัญจนร่างของทงเฮกระตุกวาบอย่างเสียวซ่าน

 

          ยามที่ฮยอกแจหยอกล้อกับหน้าอกนวลเนียนของทงเฮนั้น เขาก็ผ่อนลมหายใจของตัวเองลง ร่างบางที่อยู่ด้านล่างจึงเป็นคนที่ทนไม่ไหวแล้วฉุดฮยอกแจให้ลงมานั่งอยู่ในอ่างด้วยกันเสียเลย

 

          “อย่ารุนแรงนักสิ” ฮยอกแจผละออกแล้วยิ้มบางๆ ทงเฮไม่สนใจอะไรนอกจากตะเกียกตะกายหาจูบที่แสนหวานของฮยอกแจอีกครั้ง แขนเรียวโอบลำคอฮยอกแจให้เข้ามาใกล้มากขึ้น ในขณะที่ฮยอกแจไม่ปล่อยให้ร่างเล็กรอนาน เขาดันทงเฮให้นอนราบลง จับเรียวขาทั้งสองข้างพาดอ่างอาบน้ำ ก่อนจะโน้มลงไปนอนทาบทับแล้วพรมจูบไปทั่วร่างบางที่ยังมีรอยแดงไม่จางหาย

 

          ฮยอกแจรู้ดีว่าทงเฮแพ้แอลกอฮอล์ แต่ทุกครั้งหลังจากที่ที่ทงเฮดื่มเหล้า เขารู้สึกว่าตัวเองเกิดอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ปกติแล้วฮยอกแจจะหักห้ามใจตัวเองมาโดยตลอด ทว่าไม่ใช่กับในวันนี้

 

          ทงเฮเชิดหน้าขึ้นเมื่อฮยอกแจเลื่อนหน้าลงต่ำแล้วพรมจูบไปทั่วหน้าท้องของเขา ความเสียวซ่านและสั่นสะท้านแทรกซึมเข้ามาในร่างกายพร้อมๆ กัน ฮยอกแจเหลือบตาขึ้นมอง ก่อนจะพบว่าทงเฮของเขากำลังร้องไห้อีกแล้ว

 

          “ทำต่อสิฮยอกแจ” ทงเฮพูดจบก็หลบสายตาไปทางอื่นด้วยความเขินอาย “ขอโทษนะที่ต้องการแบบนี้ ตะ...แต่ว่าฉันหยุดไม่ได้ ฮึก ฉันไม่น่ารักเลยใช่ไหม?”

 

          “ไม่หรอก นาย...น่ารักมาก” ฮยอกแจเลื่อนขึ้นไปจูบหน้าผากทงเฮอีกครั้ง ก่อนจะลากลิ้นสากโลมเลียไปยังกกหูแล้วเลื่อนต่ำลงมาผ่านลำคอระหงจนทงเฮจิกไหล่กว้างของเขาแน่น ทงเฮตะกายฮยอกแจให้แนบชิดกับอกของตัวเอง เสียงฮยอกแจหัวเราะลั่นกับการกระทำที่ไม่ประสีประสา แต่เขารู้ดีว่าตอนนี้ทงเฮกำลังต้องการมากเหลือเกิน

 

          ในขณะที่ตัวเขาเองก็ต้องการกลืนกินทงเฮเช่นเดียวกัน

 

          ฮยอกแจประกบจูบทงเฮอีกครั้งอย่างเร่าร้อนและรุนแรง เขารู้สึกว่าทงเฮเริ่มจะเสพติดการจูบมากกว่าเขาแล้วเสียอีก ในขณะนั้นมือหนาก็ค่อยๆ เกี่ยวขอบกางเกงผ้าตัวบางของทงเฮเลื่อนต่ำลงทีละนิด ก่อนจะใช้ขาข้างหนึ่งเขี่ยมันลงไปจนถึงปลายเท้าและถอดออกในที่สุด

 

          ฮยอกแจบดเบียดสะโพกแกร่งของตัวเองไปกับระหว่างขาทงเฮจนแทบจะไม่มีสายน้ำลอดผ่านระหว่างร่างกายของพวกเขา ส่วนอ่อนไหวของทงเฮที่คับแน่น ฮยอกแจรับรู้ได้เป็นอย่างดี และกายแกร่งของเขามันก็ขยายเต็มที่ไม่แตกต่างกัน

 

          มือหนาลูบผ่านจากอกบางลงมาระเรื่อย ผ่านเอวคอดกิ่ว ก่อนจะพลิกตวัดมือหงายแล้วลูบไล้กับส่วนนั้นของทงเฮ แม้จะยังถูกปกปิดด้วยชั้นในตัวจิ๋ว แต่ร่างเพรียวบางก็ยังบิดเร่าอย่างทรมาน

 

          “อื้อ...ฮยอกแจ...ฉัน...ไม่ไหวแล้ว” ฮยอกแจยิ้มกว้าง ก่อนจะโน้มลงไปจูบขมับทงเฮอีกครั้ง เขาถอดเสื้อผ้าของตัวเองและโยนออกไปนอกอ่างอาบน้ำจนหมดทุกชิ้น ทงเฮลืมตาขึ้นมามองเห็นแล้วว่าร่างของเขาเปล่าเปลือย แต่กลับหลับตาแน่นปี๋ด้วยความขวยเขิน

 

          “ลืมตาขึ้นมองฉันสิทงเฮ นายไม่อยากเห็นเหรอ?” ฮยอกแจกระซิบถามข้างหู

 

          “มะ...ไม่” ทงเฮบอกเสียงสั่น แต่เมื่อฮยอกแจประคองใบหน้าหวานด้วยสองมือ ทงเฮก็ค่อยๆ เหลือบตาขึ้นมอง ฮยอกแจลูบปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของทงเฮออก ก่อนจะโน้มใบหน้าต่ำลงแล้วพรมจูบบนท่อนเนื้ออ่อนไหวที่กำลังรอคอยการปลดปล่อยอย่างเต็มที่ “อ๊ะ!”

 

          “ฉันจะถอดออกแล้วนะ ได้ไหม?” ฮยอกแจถามอย่างสุภาพ เขาสุภาพอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนทงเฮนึกโมโห มาถึงขั้นนี้แล้วยังจะมาถามอีกงั้นเหรอ ปลุกปั่นอารมณ์ของเขาจนไม่สามารถลดลงไปได้ง่ายๆ ยังจะกล้ามาขออนุญาตอีกหรือยังไงอี ฮยอกแจ

 

          ฮยอกแจย่อมรู้คำตอบของทงเฮดีที่สุด เขาค่อยๆ ถอดกางเกงชั้นในของทงเฮลงมาทีละนิดจนเผยให้เห็นส่วนเร้นลับสีชมพูหวานที่ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อน ทงเฮเอียงหน้าไปทางอื่นอย่างนึกอาย แต่ฮยอกแจก็ลูบไล้ส่วนนั้นจนสะโพกบางกระตุกขึ้นอย่างตกใจ

 

          “อย่าแกล้งกันสิ รีบๆ ทำให้จบเถอะฮยอกแจ ฉัน...ฉันอาย” ทงเฮบอก แต่ยังหลบตาเขาอยู่ ฮยอกแจจึงละมือออก แกล้งให้คนด้านล่างอารมณ์ค้างอยู่เช่นนั้น

 

          “ถ้าไม่มองตากัน ก็ไม่ทำให้แล้ว”

 

          “โธ่!”

 

          “มองหน้าฉันก่อนสิ”

 

          “กะ...ก็ได้” ทงเฮรับคำ ก่อนจะค่อยๆ หันหน้ามาสบตากับฮยอกแจ ฮยอกแจไล้นิ้วมือผ่านปลายท่อนเนื้อสีชมพูนั้น น้ำสีใสไหลซึมออกมาอย่างห้ามไม่ได้ แต่มันก็ปะปนกับน้ำในอ่างไปเสียหมด ฮยอกแจค่อยๆ เลื่อนมือต่ำลงทีละนิด เขาไล้วนยังปากทางช่องทางคับแคบทางด้านหลังของทงเฮจนสะโพกขยับหนี แต่ฮยอกแจก็จับรั้งเอวคอดกิ่วไว้แน่น

 

          ฮยอกแจค่อยๆ สอดนิ้วชี้เข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง มันทั้งคับแคบและตอดรัดนิ้วมือของเขาจนเจ็บแน่นไปหมด แต่ในขณะนั้น ฮยอกแจย่อมรู้ว่าทงเฮเจ็บปวดกว่าเขาหลายเท่านัก

 

          “ฮยอกแจ เอา...เอาออกไปนะ” ทงเฮหวีดร้องอย่าทรมาน ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทั้งเจ็บและคับแน่นอยู่ข้างในทำให้สะโพกของเขารวดร้าวไปหมด ฮยอกแจขยับตัวขึ้นไปจูบแลกลิ้นอีกครั้งเพื่อให้ทงเฮผ่อนคลายลง ก่อนจะค่อยๆ ขยับนิ้วเรียวเข้าออกอย่างใจเย็น

 

          “ฉันจะไม่ทำให้นายเจ็บ” เขาพูดเสียงแหบพร่าแล้วกระกบริมฝีปากของทงเฮอีกครั้ง แต่ทงเฮดันอกแกร่งออกห่าง

 

          “แต่ว่า...ฉันกำลังเจ็บ ฮึก เจ็บมากเลยฮยอกแจ อ๊า...” ทงเฮตกใจร้องดังลั่นห้องน้ำเมื่อฮยอกแจสะกิดโดนจุดอ่อนไหวจนเขาเสียวสะท้านไปทั้งตัว พอฮยอกแจรู้ว่าจุดนั้นทำให้ทงเฮของเขามีความสุข เขาก็ยิ่งขยับนิ้วสะกิดมากขึ้นไปอีก ความเจ็บปวดที่มีในตอนแรก ทงเฮลืมมันไปหมดสิ้นแล้ว

 

          เสียงครางฮือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฮยอกแจยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะสอดแทรกนิ้วเพิ่มขึ้นไปอีก เขาไล้วนจนทงเฮหอบกระเส่าอย่างหมดเรี่ยวแรง แต่ฮยอกแจก็ไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น

 

          ร่างโปร่งเลื่อนริมฝีปากผ่านปลายคางของทงเฮลงต่ำมาเรื่อยๆ เขาฝังรอยจูบลึกแน่นไว้ที่รอยแดงที่ยังหลงเหลืออยู่ตามร่างกายของทงเฮ รอยแดงที่มันคงจะจางหายไปในวันนี้ สงสัยคงต้องใช้เวลาอีกนานหลายวันอย่างแน่นอน

 

          “คราวนี้เอาจริงล่ะนะ” ฮยอกแจบอกสั้นๆ ก่อนจะถอนนิ้วออกจากร่างกายของทงเฮจนหมด ทงเฮแทบผวาตามหาความสุขสมนั้น แต่ฮยอกแจไม่ปล่อยให้ทงเฮรอนาน เขาก็เบียดแทรกฮยอกแจน้อยเข้าไปในร่างกายของทงเฮ

 

          “ไม่ ไม่เอาแบบนี้ฮยอกแจ พอ...ฮึก...ฉันพอแล้ว”

 

          ทงเฮเจ็บร้าวส่วนล่างไปหมด ฮยอกแจค่อยๆ ขยับทีละนิดอย่างรู้มุม เขาจับเรียวขาของทงเฮที่พาดอ่างให้แยกออกจากกันมากขึ้นไปอีก ร่างโปร่งแทรกลึกกายแกร่งของตัวเองเข้าไปในร่างของทงเฮซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากความเจ็บปวดแทบขาดใจในตอนแรกนั้น ทงเฮรู้สึกว่าสมองของเขาพร่าเบลอและมึนงงจนมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้นนอกจากคนตรงหน้า

 

          ยิ่งทงเฮบิดสะโพกอย่างทรมาน ฮยอกแจยิ่งหลงรักในเรือนร่างและความน่ารักทะนุถนอมของผู้ชายคนนี้ เขาอารมณ์พุ่งขึ้นสูงมากจนแทบจะฉุดไม่อยู่ แต่ก็ต้องห้ามใจเอาไว้เพราะเขาอยากจะอ่อนโยนกับทงเฮให้มากที่สุด ฮยอกแจจึงผ่อนความเร็วลงพลางโน้มตัวลงมานอนแนบชิดกับทงเฮ หากแต่เสียงหวานกลับเอ่ยคำขอร้อง

 

          “ได้โปรดเถอะฮยอกแจ ทำต่อเร็วๆ ฉัน...อื้อ...ไม่ไหวแล้ว” ฮยอกแจไม่รอช้า รีบทำตามคำขอของทงเฮอย่างเต็มใจ เสียงของทงเฮหวีดร้องลั่น ก่อนจะขาดห้วงไปในที่สุด ร่างบอบบางกระตุกวาบและปลดปล่อยของเหลวสีขุ่นเข้าเต็มหน้าท้องของฮยอกแจ ก่อนที่ฮยอกแจจะปลดปล่อยออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

          เสียงหอบหายใจของทงเฮดังขึ้นจนกลบเสียงทุกอย่างในห้องน้ำ ขาเรียวที่พาดขอบอ่างตกลงมาด้านในอย่างหมดเรี่ยวแรง ฮยอกแจทำความสะอาดช่องทางด้านหลังของทงเฮด้วยนิ้วเรียวของเขา ก่อนจะจูบหน้าผากของทงเฮอีกครั้ง ทงเฮหลับตาพริ้มและพูดออกมาคล้ายกับคนกึ่งหลับกึ่งตื่น

 

----- กลับไปอ่านต่อในเว็บเด็กดี -----

 

http://writer.dek-d.com/leeseen/story/viewlongc.php?id=816215&chapter=5

 

 

อ้วนเตี้ย มีดีแค่ขาว...

posted on 21 Apr 2012 20:11 by leeseen

ภายในร้านนมสดแห่งหนึ่ง...

 

“พี่จองซูบอกว่ามึงคบกับลูกชายแผงขายปลาดุกในตลาด จริงเหรอวะ?” ซีวอนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอ่ยถาม

“เออ” ฮยอกแจเริ่มทำหน้าเซ็ง

“น่ารักไหมวะมึง?” ซีวอนตาลุกวาว

“น่ารักกับผีน่ะสิ!”

“เห้ย! ทำไมว่าแฟนตัวเองแบบนั้นล่ะวะ”

“ก็มันไม่น่ารักอ่ะ จะให้บอกว่าน่ารักหรือไง” พูดจบก็ดูดโกโก้ปั่นจนหมดแก้ว พลางเหล่เคะหมวยๆ ภายในร้าน

“งั้นก็บอกหน่อยดิว่าลักษณะเป็นยังไง?”

“หมายถึงปลาหรือคน?”

“เอ้า! ก็หมายถึงแฟนมึงอ่ะดิ”

“ก็ลูกชายแผงขายปลาอ่ะ เอาอะไรมาก”

“สูงไหม?”

“ไม่สูงอ่ะ เตี้ย...เตี้ยกว่ากูอีก”

“งั้นก็เตี้ยขั้นวิกฤตดิวะ” ซีวอนเริ่มส่ายหน้าพลางจินตนาการถึงหน้าตาแฟนของฮยอกแจ “แล้วขาวไหม?”

“ก็ขาวอยู่ แต่ไม่เท่ากู”

“โอเค ถ้าขาว ถือว่าผ่าน เคะก็ต้องแบบนี้แหละ ตัวเล็กๆ ขาวๆ ร่างบาง...”

“ร่างบางส้นตีนดิ แม่งไหล่หนาอย่างกับเอาดัมเบลไปติดแขน นมงี้ก็โตจนใส่เสื้อในคับบีได้ แถมแก้มก็บวมจนแทบระเบิด แม่งมีดีก็แค่ขาวแหละ”

            “...แล้วมึงไปจีบเขาทำไมวะเนี่ย?!” ซีวอนเริ่มขึ้น ก่อนจะพูดเสียงเบาด้วยความงุนงงกับความคิดของเพื่อน ทั้งคู่นั่งดื่มเครื่องดื่มของตัวเองไปเงียบๆ

            จนกระทั่ง...

            ประตูร้านเปิดออก ฮยอกแจซึ่งหันหลังให้ประตูก็ไม่ได้สังเกตอะไร แต่ซีวอนกลับค่อยๆ ยืดตัวขึ้น

            “เหยด! น่ารักว่ะ” เสียงเพ้อๆ ของเพื่อนทำให้ฮยอกแจเริ่มสนใจ

            “ใครวะ?”

            “กูไม่รู้ แต่โคตรน่ารักเลย กูจีบเลยดีกว่า” พูดจบก็ยืนขึ้นพร้อมๆ กับฮยอกแจที่ค่อยๆ หันไปมองผู้ชายตัวขาวอ้วนเตี้ยคนนั้น

            “มึงหยุดเลย อีอ้วนเตี้ยนั่นเคะในครอบครองของกู!” พูดจบก็กดหัวซีวอนให้นั่งลงตามเดิม

            เตี้ย...

อ้วน...

มีดีแค่ขาว...

“ทงเฮจ๋า เค้าอยู่ทางนี้...” ฮยอกแจพูดจบก็กวักมือเรียกที่รักพร้อมทำตาเยิ้มส่งให้หนึ่งที

 

END

 

แป้กเนอะ! – Lee Seen

            

หลงรัก : Chapter 8 ที่แคบ

posted on 19 Jul 2011 00:10 by leeseen

 

Chapter 8

ที่แคบ

 

            เพราะ ว่าคืนนี้คยูฮยออนจำเป็นต้องทำกิจกรรมที่คณะจนถึงเที่ยงคืน เขาเลยไม่อยากรบกวนให้ซีวอนไปรับ ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่ แต่ในใจก็ยังแอบหวังว่าซีวอนจะโผล่มาเซอร์ไพรส์บ้าง

 

            หากแต่...ไม่มีแม้เงาของร่างสูงเลย

 

            คยู ฮยอนเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะอมยิ้มเมื่อเห็นคนรักนั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ ความน้อยใจเหือดหายไปหมดสิ้นเมื่อเห็นสภาพของคนตรงหน้า ซีวอนคงอ่านหนังสือหนักมากจริงๆ

 

            ขาเรียวเดินเข้าไปใกล้หวังจะปลุก หากแต่กระดาษทดเลขกลับมีแต่ลายมือของซีวอนเต็มไปหมด

 

            “คนบ้าเอ๊ย!” คยูฮยอนสบถเบาๆ ก่อนจะดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาจากแขนแกร่งที่นอนทับไว้ ซีวอนขยับตัวนิดหน่อย แต่ก็เพลียเกินกว่าจะรู้สึกว่ามีใครขโมยกระดาษออกไปจากเขาเสียแล้ว

 

            จะไปรับคยูฮยอนที่คณะดีไหมนะ?

 

          ไป...

 

          ไม่ไป...

 

          มีคำว่าไปและไม่ไปอยู่เต็มกระดาษ ที่มุมด้านหนึ่งมีร่องรอยตัวหนังสือที่ถูกปากกาน้ำเงินขีดทับไปเรียบร้อยแล้ว

 

            ต้องอ่านหนังสือสิซีวอน พรุ่งนี้นายมีสอบนะ

 

            บ้า จริง คยูฮยอนนึกโทษตัวเองที่เอาแต่เห็นแก่ตัวโดยไม่สนใจว่าซีวอนจะต้องเรียนหนัก แค่ไหน แทนที่จะช่วยเป็นกำลังใจให้กับซีวอน คยูฮยอนกลับเอาแต่เรียกร้องในสิ่งที่งี่เง่า

 

            ร่างโปร่งกำลังจะเดินไปรินนมอุ่นๆ มาให้คนรัก มือบางพลิกกระดาษไปมา ก่อนจะวางลงตามเดิม ทว่าข้อความที่อยู่ด้านหลังก็มีอยู่เช่นกัน

 

            คิด ถึงคยูฮยอนจนแทบบ้าอยู่แล้วอ่ะ กิจกรรมที่คณะคยูฮยอนมีบ่อยเกินไปแล้วนะ พอเขาว่าง...เราก็ดันไม่ว่าง จะทำยังไงดี ถ้าเป็นแบบนี้เราสองคนต้องเลิกกันแน่เลย Y_Y

 

            คยู ฮยอนหลุดขำกับสัญลักษณ์ร้องไห้ที่ซีวอนเขียนไว้ท้ายประโยค ปกติซีวอนจะเป็นคนมีมาด คยูฮยอนจึงไม่คิดว่าคนรักจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย

 

            นึกว่าข้อความในกระดาษจะหมดแล้ว แต่มีอีกข้อความหนึ่งที่ถูกมุมกระดาษพับปิดเอาไว้ คยูฮยอนค่อยๆ คลี่กระดาษออก ก่อนจะเบิกตากว้าง

 

            หรือจะขอคยูฮยอนแต่งงานดี...?

 

          ริม ฝีปากสีเชอร์รี่ระบายรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินไปชงนมอุ่นๆ มาให้ซีวอน มือบางสะกิดเบาๆ ที่ต้นแขนแกร่ง ทำให้ซีวอนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย พอเห็นคนรักกลับมาถึงห้องแล้ว ซีวอนก็รีบควานหานาฬิกาบนโต๊ะขึ้นมาดูเวลาทันที

 

            “เที่ยงคืนครึ่ง! คยูฮยอน...กลับมานานแล้วเหรอ?” เขาเอ่ยถามพลางดึงมือของคยูฮยอนไปจับไว้

 

            “ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ไปรับหรอกนะ มีรุ่นพี่เดินมาส่งข้างล่างนะ” ประโยคบอกเล่าธรรมดาทำให้คนฟังหน้าบึ้งตึงในทันที

 

            “รุ่นพี่คนไหน?”

 

            “หลายคน เขาเดินไปส่งน้องปีหนึ่งทุกคนแหละ ไม่ต้องหึงหรอกน่า ฉันรินนมมาให้ ดื่มสิ”

 

            ซีวอนรับนมจากมือบางไปดื่มจนหมดแก้วในคราวเดียว คราบนมสีขาวติดอยู่ตามริมฝีปากจนคยูฮยอนต้องหยิบกระดาษทิชชูมาส่งให้

 

            “ไม่ คิดจะเช็ดให้ฉันหน่อยเหรอ?” ซีวอนเหล่ตาถาม ทำเอาร่างโปร่งที่ยืนอยู่รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งหน้า มือบางจึงกดทิชชูไปที่ริมฝีปากหนา หากแต่ซีวอนกลับเบี่ยงตัวหลบด้วยความรวดเร็ว

 

            “จะให้เช็ดให้ไหมเนี่ย”

 

            “ก็...” ซีวอนบอกพลางส่งสายตาไปที่ริมฝีปากของคยูฮยอน เสียงลมหายใจพ่นออกมาดังฟึดฟัด ก่อนจะโน้มลงมาจูบริมฝีปากของซีวอนเบาๆ

 

            “ไม่ โรแมนติกเอาซะเลย” ซีวอนบ่น ก่อนจะรั้งท้ายทอยสวยเข้าหาตัวเองแล้วประกบริมฝีปากของเขากับคยูฮยอนอีก ครั้ง กลิ่นหอมของนมอุ่นๆ ยังติดอยู่ที่ริมฝีปากของซีวอนอยู่เลย ยิ่งเขาส่งลิ้นร้อนเข้ามาในโพรงปาก คยูฮยอนก็ยิ่งอยากจะตักตวงความหวานจากเรียวลิ้นนั้น

 

            “พะ...พอ แล้ว ฉันไปนอนดีกว่า” คยูฮยอนดังอกแกร่งออกห่าง ยิ่งคิดถึงข้อความในกระดาษ ใบหน้าของเขายิ่งแดงซ่าน พอซีวอนปล่อยมือจากเอวคอดได้เท่านั้น ร่างโปร่งก็รีบกระโดดขึ้นเตียงแล้วหลับตาพริ้มทันที

 

            “คยู ฮยอนใจร้าย มาถึงก็จะหลับหนีกัน” ความอบอุ่นที่แทรกมาจากด้านหลังทำให้คยูฮยอนขดตัวและกระชับผ้าห่มมากยิ่ง ขึ้น ยิ่งซีวอนโอบกอดเขาเอาไว้แบบนี้ คยูฮยอนยิ่งอยากจะนอนอยู่บนเตียงไปนานๆ

 

            “ซีวอนไม่อ่านหนังสือแล้วหรือไง” เสียงหวานถามอู้อี้

 

            “เดี๋ยวค่อยอ่าน ตอนนี้ขอเติมพลังก่อน”

 

            “อ๊ะ!”

 

            เสียง หวานร้องครางเมื่อมือแกร่งสอดเข้าไปในกางเกงผ้า ปลายนิ้วเรียวค่อยๆ ลูบไล้ส่วนอ่อนไหวขึ้นลงช้าๆ ก่อนจะสัมผัสจุดเร้าทำให้คยูฮยอนยิ่งเกร็งแน่นมากยิ่งขึ้น

 

            “ซีวอน ฉัน...เหนื่อย...”

 

            คยู ฮยอนบอกเสียงกระเส่า ทว่าร่างกายของเขากลับบิดเร่าอย่างทรมาน อยากให้ซีวอนช่วยนำพาเขาออกจากความทรมานนี้ ร่างบางพลิกตัวหันกลับไปก่อนจะโอบลำคอของร่างสูงไว้แน่น

 

            “ฉันไม่มีกำลังใจอ่านหนังสือเลยนะ ฉันขอกำลังใจจากคยูฮยอน...ได้ไหม?”

 

            ซี วอนเอ่ยถาม มือหนาเชยคางมนขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะจุมพิตลงไปที่ริมฝีปากอิ่มอย่างนุ่มนวล คยูฮยอนเชิดหน้าขึ้น ตอบสนองกับสิ่งที่ซีวอนมอบให้อย่างเต็มที่

 

            เมื่อ ไรก็ไม่รู้ที่เสื้อผ้าของทั้งสองหลุดไปกองกับพื้น ซีวอนยกเรียวขาของคนรักขึ้นมาพาดบ่าเอาไว้ ก่อนจะแทรกความแข็งแกร่งเข้าไปในร่างกายของคยูฮยอน

 

            สะโพก ผายบิดเร่า มันทั้งคับแน่น อึดอัดและแสนทรมาน แต่ทั้งๆ ที่เขากำลังเจ็บปวดอยู่แบบนี้ กลับอยากให้ซีวอนขยับตัวให้เร็วๆ เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ของเขา

 

            “ฉันรักนาย...อ๊ะ!”

 

            ความ หฤหรรษ์แทรกซึมเข้ามาพร้อมๆ กับสิ่งที่ตอดรัดและทำให้รู้สึกได้อยู่ทุกวินาที เวลาช่างผ่านไปเชื่องช้า คยูฮยอนไม่แน่ใจว่านี่มันเป็นความจริงหรือความฝัน เรียวขาที่พาดไหล่แข็งแรงเอาไว้กำลังตอกย้ำว่าคยูฮยอนเป็นของเขาแล้ว

 

            มันไม่เหมือนครั้งแรกที่ความสุขเจือปนมาพร้อมกับความเศร้า

 

            ครั้งนี้คยูฮยอนรู้สึกราวกับว่าเขาได้เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดของผู้ชายที่ชื่อว่าชเว ซีวอนแล้ว

 

 

            งาน ศพของพ่อบุญธรรมถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ผู้เป็นแม่กลายเป็นโรคซึมเศร้าและเอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง ถ้าเธอไม่ทะเลาะกับเขาในวันนั้น เขาก็คงไม่ออกไป และเรื่องร้ายๆ แบบนี้มันก็จะไม่เกิดขึ้น

 

            หลังจากพ่อบุญธรรมเสียชีวิตลง ฮันกยองก็กลับเข้าไปเรียนต่อในโรงเรียนอีกครั้ง และยิ่งเป็นเด็กหัวดี จึงสามารถสอบเทียบเกรด 10 และเรียนร่วมกับเพื่อนๆ คนอื่นได้

 

            “ฮันกยอง วันนี้กลับบ้านเลยเปล่าวะ?”

 

            เพื่อน ชายคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลังแล้วกอดคอฮันกยองไว้ สักพักเพื่อนอีกสองคนก็ตามมา ฮันกยองเดินอยู่ตรงกลางจึงยิ่งทำให้ดูโดดเด่นกว่าใครๆ ทั้งหมด

 

            “ฉันว่าจะไปดื่มเบียร์สดแถวๆ นี้ ไปด้วยกันไหมล่ะ?” เสียงทุ้มเอ่ยชวน

 

            “เราเพิ่งอยู่เกรด 10 เองนะเว้ย ถ้าอาจารย์จับได้ พวกเราโดนทำทัณฑ์บนแน่”

 

หนึ่ง ในสามคนนั้นเอ่ยขึ้นมาด้วยแววตาหวาดๆ เพราะแม้จะเลิกเรียนแล้ว แต่อาจารย์ฝ่ายปกครองก็ยังเดินตรวจตราพฤติกรรมของนักเรียนนอกโรงเรียน และถ้าหากพบว่าใครทำความผิดก็จะถูกเชิญผู้ปกครองมาพบอย่างแน่นอน

 

            “ไปกันเถอะน่า เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง!!!”

 

            ฮัน กยองตบบ่าเพื่อนสองสามที ก่อนจะเดินนำออกไปยังร้านประจำที่เขาชอบไปนั่ง ร้านนี้มีห้องส่วนตัวที่ฮันกยองมักจะมาใช้บริการเป็นพิเศษ มันเป็นร้านเบียร์สดที่ค่อนไปทางผับเสียมากกว่า

 

            ใน ระหว่างที่ดื่มเบียร์อยู่นั้น ฮันกยองรู้สึกว่าพนักงาหญิงมักจะผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาบริการในห้องของเขา อย่างไม่ซ้ำหน้า และทุกคนต่างก็จ้องหน้าฮันกยองด้วยความรู้สึกบางอย่าง

 

            “ไอ้ฮันกยอง ทำไมแกเสน่ห์แรงกับผู้หญิงพวกนั้นจังเลยวะ”

 

เพื่อน ในกลุ่มเอ่ยถามพลางกดเบียร์ออกจากทาวเวอร์ แล้วส่งต่อให้กับคนอื่น ฮันกยองเงยหน้าขึ้น ในมือแกร่งถือเครื่องดื่มสีอำพันเอาไว้พลางแกว่งไปมา ขาเรียวยกขึ้นมาไขว่ห้าง ก่อนจะเอนหลังไปพิงกับโซฟาด้วยท่าทางสบายๆ

 

            “พวกแกก็อย่าไปมองหน้าเธอสิวะ มองที่หน้า มันดูอ่อน!”

 

            “อ้าว...ก็ที่นี่เขาคัดมาแต่หน้าตาสวยๆ ถ้าไม่มองหน้าจะให้มองที่ไหน”

 

            “ก็มองที่...”

 

            ยัง ไม่ทันที่ฮันกยองจะพูดจบ พนักงานสาวอีกคนก็เดินเข้ามาในห้อง เธอโน้มตัววางอาหารที่พวกเขาสั่งไปก่อนหน้านี้ เผยให้เห็นหน้าอกขาวอวบที่ล้นทะลักออกมาจากเสื้อเกาะอกสีดำสนิท

 

            ฮัน กยองค่อยๆ มองจากเรียวขาของเธอ ผ่านขึ้นไปยังหน้าอกนั้นด้วยแววตากรุ้มกริ่ม เธอเอียงคอหลบอย่างอายๆ ก่อนจะหันมาสบสายตากับฮันกยองอีกครั้ง

 

            “รับอะไรเพิ่มไหมคะ?” เสียงหวานมีจริตเอ่ยถาม ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งจับผมขึ้นทัดหู เผยให้เห็นลำคองามระหง

 

            “ขอเบอร์ของพี่สาวได้ไหมล่ะครับ”

 

            ฮัน กยองบอกพลางเอื้อมมือไปจับมือเรียวของเธอเอาไว้ เขาใช้นิ้วลูบผ่านเบาๆ ที่หลังมือบาง เรียกความเสียวซ่านให้ลุกซู่ไปทั้งร่างกายของเธอ แม้กฎระเบียบของที่นี่จะห้ามแจกเบอร์โทรศัพท์ แต่กับฮันกยองที่รูปร่างสูงโปร่งและหล่อเหลากว่าเด็กวัยเดียวกันแล้ว เธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะมอบเบอร์โทรศัพท์ให้อย่างง่ายดาย

 

            “แล้ว พี่จะรอนะคะ” เธอบอกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ฮันกยองส่งกระดาษที่มีเบอร์โทรของพนักงานคนนั้นให้กับเพื่อน ก่อนจะวางเงินไว้บนโต๊ะจำนวนหนึ่งแล้วเดินออกไปจากร้าน

 

            เขาเห็นใครบางคนที่มีใบหน้าสวยงามกว่าพนักงานในร้านหลายเท่านัก

 

            เพียง แค่หันไปยิ้มบางๆ แล้วเดินนำออกมาจากร้าน ขาเรียวของคนที่ฮันกยองว่าก็ก้าวฉับๆ ตามเขามาอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากหยักยิ้มร้าย ก่อนจะหันไปช้าๆ แล้วเอียงคอถาม

 

            “ตามผมมาทำไมครับ?”

 

            “น้อง...สนใจจะเข้าวงการบันเทิงหรือเปล่า”

 

            อ๋อ...พวก แมวมองสินะ เขาไล่มองจากกางเกงขาเดฟสีดำ กับเสื้อสีเทาตัวใหญ่ ทั้งๆ ที่เป็นเสื้อผ้าธรรมดา แต่กลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูน่าค้นหา

 

            ใบหน้าที่สวยหวานเหมือนผู้หญิงล่ะมั้งที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูมีเสน่ห์ต่างจากคนอื่นๆ หรือบางทีอาจจะเป็นแววตามั่นใจแบบนั้น

 

            “ครอบครัวผมมีเงินอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าวงการ”

 

            เสียง ทุ้มตอบอย่างถือตัว ก่อนจะเดินไปโบกแท็กซี่แล้วขึ้นไปนั่ง ทว่ายังไม่ทันจะปิดประตู มือเรียวก็กระชากประตูไว้แล้วกระโดดตามขึ้นรถมาอย่างรวดเร็ว

 

            “เฮ้ย! ตามขึ้นมาทำไมเนี่ย?” ฮันกยองร้องเสียงหลง ก่อนจะขยับตัวไปนั่งชิดอีกฝั่ง หากแต่คนสวยก็กระเถิบตาม ทำเอาคนที่กำลังหนีลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ

 

            มันก็แค่แผนการอย่างหนึ่งที่ล่อให้เหยื่อมาติดกับ...

 

            “ฉัน ชื่อคิม ฮีชอลนะ” เสียงหวานเอ่ยบอกพลางฉีกยิ้มกว้าง มือเรียวหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้เด็กหนุ่มหน้าคม ฮันกยองรับไว้ ก่อนจะเอ่ยตอบ

 

            “ผมฮันกยอง”

 

            “ว้าว! ชื่อเพราะแบบนี้ต้องมีคนสนใจนายมากแน่ๆ”

 

            “ก็ บอกแล้วไงว่าผมไม่อยากทำงานในวงการบันเทิง” ฮันกยองย้ำเจตนารมณ์ของตัวเองอีกรอบ ทว่าเจ้าของชื่อคิม ฮีชอลกลับแตะแขนแกร่งอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงขอร้อง

 

            “ลองสักหน่อยเถอะน่า คิดเสียว่าหาอะไรทำแก้เครียดก็ได้ ก็แค่ทำงาน...ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณาเบาๆ อ่ะ”

 

            ฮันกยองเงียบลง ปรายตามองคนแปลกหน้าแวบหนึ่ง ดูจากหน้าตาก็ไม่น่าจะอายุเกิน 25 ปี แต่ท่าทางและคำพูดจากลับดูเหมือนคนมีอายุที่ผ่านโลกมามากมาย

 

            “ว่าไงล่ะ นะฮันกยอง...ไปอยู่โมเดลลิ่งฉัน รับรองว่ามีอะไรสนุกๆ ให้เธอเรียนรู้เยอะเลย”

 

            “สนุกๆ เหรอ?” เสียงเย็นๆ เอ่ยถามขึ้น

 

            “อะ...อื้อ”

 

            ฮีชอล ตอบออกไปอย่างไม่เท่าทันอีกฝ่าย ฮันกยองบอกให้คนขับจอดรถไว้หน้าปากซอยบ้านของเขา ก่อนจะเดินเข้าไปลึกเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่ได้ตอบคำถามจากเจ้าของโมเดลลิ่งคนนั้นเลยแม้แต่นิด

 

            “ฮันกยอง สรุปนายสนใจหรือเปล่า ฉันไม่เคยตามตื๊อใครมากเท่านี้มาก่อนเลยนะ”

 

            ฮีชอลถ เดินตามร่างโปร่งของเด็กหนุ่มเข้าไปในซอยเปลี่ยวเรื่อยๆ ความจริงแล้วบ้านของฮันกยองไม่ได้อยู่ทางนี้ ถ้าหากขับเข้าอีกด้านของซอยก็จะเจอบ้านหลังใหญ่ของเขาอยู่ติดถนน

 

            ฮันกยองแค่อยากจะประวิงเวลาเอาไว้

 

            เพราะเข้าซอยจากฝั่งนี้มันทั้งเปลี่ยว ทั้งชวนตื่นเต้น จะทำอะไรก็สะดวกไปหมด

 

            “ฮันกยอง!” ฮีชอลร้องเรียกเมื่อเห็นว่าเขาถูกพาเข้ามาในซอยเปลี่ยวมากแล้ว มีแต่กำแพงหลังบ้านของคนรวยๆ และต้นไม้รกครึ้ม เวลากลางคืนที่เงียบสงัด ไม่มีใครเดินออกมาเพล่นพล่านบริเวณนี้เลยสักคน

 

            “ผม ชอบอะไรสนุกๆ มากเลยรู้ไหม” ฮันกยองว่าพลางฉุดข้อมือเรียวของฮีชอลให้หายเข้าไปแนบชิดกับข้างกำแพง เขาดันแผ่นหลังบางแนบชิดกับกำแพงชื้น กลิ่นอับๆ ทำให้ฮีชอลยู่หน้า เมื่อหันไปเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่ม ริมฝีปากมีอำนาจก็บดเบียดแนบชิดกับเรียวปากนุ่มของเขาเสียแล้ว

 

            “อื้อ...จะทำอะไรน่ะ?” ฮีชอลถามพลางใช้เรี่ยวแรงที่มีอยู่ดันอกแกร่งออกห่าง

 

            “ก็หาอะไรสนุกๆ ทำไงล่ะ”

 

            “แต่ฉันไม่ได้หมายถึงอะไรแบบนี้นะ อ๊ะ!”

 

            “งั้น เหรอ? แต่ผมเข้าใจเป็นแบบนี้” ฮันกยองกระตุกยิ้มมุมปากอย่างน่ากลัว ก่อนจะต่อยท้องฮีชอลจนเสียงหวานเงียบหายไปในลำคอ ร่างโปร่งทรุดลงไปนั่งกับพื้น ในขณะที่มือแกร่งของฮันกยองกลับบีบบั้นท้ายสวยไว้อย่างมันมือ

 

            “ป...ปล่อย ...” ฮีชอลร้องขอความเมตตา ทว่ากางเกงขายาวของเขาถูกฉีกขาดหลุดลุ่ยอย่างไม่มีชิ้นดี ฮันกยองพรมจูบไปทั่วทั้งเรือนกายหอมหวาน แม้จะอายุต่างกันหลายปี แต่กลิ่นหอมของคนตรงหน้าช่างยั่วยวนอารมณ์ของเขาเหลือเกิน

 

            ไม่เคยมีใครทำให้ฮันกยองปรารถนาขนาดนี้มาก่อน

 

            เขา อยากจะครอบครองร่างกายนี้แทบบ้า มันไม่ใช่ความแค้นที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่มันเป็นความร้อนรุ่มของเด็กหนุ่มที่มีความต้องการทางเพศรส

 

            “อ่ะ...อ๊า ...” เสียงฮีชอลกรีดร้องลั่นเมื่อความแข็งแรงของคนตรงหน้าแทรกตัวเข้ามาในร่างกาย ของตนเอง มันทั้งเสียวซ่านและให้ความหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

 

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของฮีชอลที่มีอะไรกับคนแปลกหน้า

 

            เพียง แต่ว่าสถานที่มันออกจะโจ่งแจ้งต่อสายตาผู้คนมากไปหน่อย แม้ว่าจะไม่มีใครสักคนเดินผ่านมา แต่มันก็สร้างความหวาดระแวงให้กับคนสวยอยู่ไม่น้อย

 

            ฮัน กยองดึงแก่นกายออกมาช้าๆ ก่อนจะกระแทกกระทั้นเข้าไปเต็มแรง สะโพกสวยบิดเร่า เล็บยาวจิกที่แผ่นหลังกำยำไว้แน่นเพื่อบอกต่อถึงความทรมานที่ตัวเองได้รับ ทั้งมีความสุขสม ทั้งมีความตื่นเต้น

 

            แม้ในใจจะรู้สึกว่าแววตาของเด็กหนุ่มคนนี้มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ก็ตาม

 

            อารมณ์ ของพวกเขามันกำลังบอกให้กระทำสิ่งนี้ให้มันเสร็จๆ ไป ฮีชอลปรือตาขึ้นมาอย่างเสียวซ่าน ก่อนจะถูกมือแกร่งของฮันกยองปล่อยให้ร่างบอบบางเป็นอิสระ แล้วของเหลวใสก็ถูกปลดปล่อยออกมาจนส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

 

            ฮันกยองยัดกายลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนจะใส่กางเกงให้เรียบร้อย เขาเดินจากไปโดยทิ้งให้ฮีชอลนอนหมดแรงอยู่ที่เดิมอย่างไม่ใยดี

 

 

            สอง สามวันที่ผ่านมานี้ ฮยอกแจต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ในตอนกลางวันเขาต้องมานั่งดูมารหัวขนที่มันทำลายชีวิตเขานอนหลับสบายใจอยู่ บนเตียงคนป่วย พอตกกลางคืนเขาก็ต้องไปที่ไนต์คลับเพื่อใช้ร่างกายแลกเงินมาเป็นค่ารักษา พยาบาลให้กับมัน

 

            “ฉันจะไม่ปล่อยให้แกตายง่ายๆ หรอก แกยังไม่ได้ชดใช้สิ่งที่ทำไว้กับฉันเลย”

 

            ฮยอกแจพูดกับร่างของเด็กน้อยด้วยที่เสียงเย็นสนิท วูบหนึ่งของแววตาฉายความเป็นห่วงออกมาชัดเจนเมื่อลมหายใจของทงเฮส่งเสียงดังฮืดฮาด

 

            “จะเกิดมาให้เหมือนคนปกติก็ไม่ได้ ทำไมจะต้องมีโรคประจำตัวด้วย”

 

            “ฮึก...ปะป๊า...ปะป๊า...”

 

            เสียง ละเมอดังขึ้นมาจากเด็กชาย แขนเล็กๆ ไขว่ขว้าอากาศตรงหน้าเอาไว้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฮยอกแจคงจะถลาเข้าไปกอดลูกชายเอาไว้แน่น หากแต่ตอนนี้สายตาของเขากลับมีแต่ความเกลียดชังเท่านั้น

 

            เขา ไม่ใช่พ่อของเด็กนี่อีกแล้ว เมื่อมันฟื้นขึ้นมา ฮยอกแจจะทรมานมันให้สาแก่ใจ ก่อนจะส่งตัวคืนไปให้แม่ของมัน ผู้ซึ่งเป็นตัวต้นเหตุทำลายชีวิตของเขา

 

            “ฮือๆ ปะป๊า...อย่าทิ้งทงเฮไป”

 

            มือ น้อยๆ คว้าท่อนแขนแกร่งของผู้เป็นพ่อได้ก็ดึงไปกอดไว้แน่น ฮยอกแจอยากจะสลัดออกเหลือเกิน แต่ทำไมกัน ทำไมแขนเขาถึงไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ เลยสักนิด เขาอยากจะใช้ฝ่ามือหนาของเขาอุดปากอุดจมูกมารหัวขนให้มันตายๆ ไป

 

            แต่น้ำตาของทงเฮกลับทำให้ตาคมของฮยอกแจฉายแววเศร้า

           

            ทำไมเขาต้องมารักเด็กนี่เหมือนลูกแท้ๆ ด้วย เขาอายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น มันควรจะเป็นวัยที่เขาได้ใช้ชีวิตให้มีความหมายเมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ แต่ตอนนี้ฮยอกแจรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกนรกทั้งเป็น

 

            นรกที่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งเป็นคนสร้างมันขึ้นมา

 

            “ปะ ป๊า...” เสียงเล็กๆ ค่อยๆ หายไป น้ำตาเกาะอยู่ที่แพรขนตาคู่สวย ฮยอกแจอยากจะเอื้อมมือไปซับน้ำตาให้ลูกเหลือเกิน แต่เมื่อเอื้อมมือไปแล้ว กำปั้นแข็งแรงกลับกำแน่นจนมันเจ็บปวดไปหมด เขากระชากมือที่ทงเฮจับเอาไว้ออกมา ก่อนจะจ้องเด็กน้อยอย่างเดียดฉันท์

 

            “คงมีความสุขที่ทำลายชีวิตฉันได้สินะ ฉันเกลียดแกๆๆ”

 

            ฮยอก แจตะโกนลั่นอย่างโมโห มือหนาฟาดไปที่ขอบเตียงเหล็กหลายครั้งจนมือของเขาเจ็บปวดไปหมด น้ำตามากมายเอ่อไหลออกมาเต็มหน้าคม เขาไม่ได้ร้องไห้เพราะความเสียใจ แต่เขาเจ็บใจที่ตัวเองเป็นคนโง่ได้มากขนาดนี้

           

            ถ้าหากคืนนั้นฮยอกแจใจร้ายสักนิด

 

            ถ้า หากเขาหันหลังให้เด็กคนนั้นแล้วเดินหนีออกมา เขาก็คงจะไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างน่าอนาถใจได้เท่านี้ เขาต้องถูกสังคมดูถูกเหยียดหยาม เพื่อนรุ่นเดียวกันคงได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ คงมีชีวิตที่มีความสุข แต่เขาต้องมาจมปรักกับเด็กเลวๆ อย่างทงเฮ

 

            เขาเกลียดทงเฮ...เกลียดจนอยากจะเห็นมันตายไปต่อหน้าต่อตาของเขา

 

 

            แสง แดดที่ทอลอดผ้าผ่านเข้ามาทำให้เด็กชายลืมตาขึ้น หลังมือเล็กๆ ยกขึ้นมาขยี้ตาถี่ ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะผู้เป็นพ่อที่ฟุบหลับอยู่ข้างๆ

 

            “ปะป๊า...ทงเฮอยากกลับบ้าน ฮือๆ ปะป๊า...”

 

            ทงเฮ ร้องไห้งอแงเมื่อรู้ว่าที่ที่ตื่นมาไม่ใช่บ้านที่คุ้นเคย ฮยอกแจสะดุ้งตื่นขึ้น ก่อนจะถอนหายใจโล่งอกที่ลูกชายของเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว ทว่าพอจะยื่นมือไปลูบใบหน้าของลูก มือหนากลับต้องชะงักไว้

 

            ฮยอกแจจ้องมองทงเฮนิ่ง ในขณะที่เด็กชายกลับส่งยิ้มกลับมาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

            “ปะป๊า...”

 

            “อย่ามาเรียกฉันว่าปะป๊า!”

 

            ฮยอก แจยืนขึ้นแล้วถอยหลังออกห่าง เด็กน้อยนั่งอึ้งด้วยความตกใจ อยากจะปีนลงจากเตียงไปหาผู้เป็นพ่อ ทว่าฮยอกแจกลับถอยกรูดหนีห่างอย่างรวดเร็ว

 

            “ฮึก...ปะป๊าฮะ...”

 

            “บอกว่าอย่าเรียกไงล่ะ แกไม่ใช่ลูกฉัน ฉันยังไม่มีลูก ไม่...แกมันมารหัวขน นรกส่งเด็กอย่างแกมาเกิดได้ยังไง อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ”

 

            “ฮือๆ ปะป๊าของทงเฮ”

 

            เด็ก น้อยกระโดดลงจากเตียง ก่อนจะเสียหลักหกล้มไปนั่งกองกับพื้น ฮยอกแจทำท่าจะเข้าไปช่วย แต่ก็ใจแข็งยืนอยู่นิ่งเฉย ทงเฮเจ็บขา เขาลุกขึ้นยืนไม่ได้เลย เด็กน้อยได้แต่คลานไปเกาะขาผู้เป็นพ่อไว้แน่น

 

            “ปะป๊าอย่าทิ้งทงเฮไปนะฮะ ทงเฮกลัว...”

 

            “ออกไปจากตัวฉันนะ ฉันเกลียดแกอี ทงเฮ ได้ยินไหมว่าฉันเกลียดแก”

 

            “ทงเฮเป็นลูกของปะป๊า ปะป๊าโกรธที่ทงเฮปั่นจักรยานใช่ไหมฮะ ทงเฮจะเป็นเด็กดี ทงเฮจะไม่ดื้ออีกแล้ว ปะป๊า...ฮือๆ”

 

            “แกไม่ใช่ลูกฉัน ออกไป!” ฮยอกแจสลัดขาจนเด็กน้อยกระเด็นออกห่าง สำนึกของทงเฮบอกว่าผู้ชายคนนี้คือผู้ที่อุ้มชูเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็กๆ คือคนที่ป้อนข้าวป้อนน้ำเขา คือคนที่สอนให้ทงเฮหัดเดิน หัดพูด คือคนที่อยู่ข้างทงเฮเสมอไม่ว่าทงเฮจะผิดหรือถูก

 

            แล้ววันนี้ทำไมเขาถึงบอกว่าไม่ใช่พ่อของทงเฮ

 

            “ปะป๊าเกลียดทงเฮ ฮือๆ”

 

            “ใช่! จำเอาไว้ว่าฉันเกลียดแก ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเกลียดใครเท่าแกอีกแล้วอี ทงเฮ แกมันเลว แกจะเกิดมาทำไมกันห๊ะ!”

 

            นิ้ว เรียวผลักหน้าผากของเด็กชายจนหงายหลังไปนอนกับพื้น ก่อนที่ขายาวจะก้าวฉับๆ เดินออกไปจากห้อง ฮยอกแจอยากจะเป็นคนใจร้ายให้มากกว่า อยากจะพูดจาทำร้ายจิตใจผู้ที่เป็นดั่งดวงใจของเขา

 

            เพื่อให้สมองลืมไปว่า...เขาเคยรักทงเฮมาเพียงใด

 

            แต่ถึงสมองจะลืม แต่ฮยอกแจก็ยังจำได้ว่าทงเฮคือลูกชายที่เขารัก

 

            ฮยอกแจรักลูกด้วยจิตวิญญาณ รักด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี

 

            “ปะป๊า...อย่าไปนะฮะ”

 

            ทงเฮ เดินกะเผลกไปเกาะขาของผู้เป็นพ่อแน่น ฮยอกแจยืนนิ่ง ก่อนจะคว้าข้อมือบางมาบีบไว้แน่น ทงเฮน้ำหูน้ำตาไหลเต็มไปหมด ดวงตาคู่สวยแดงก่ำและมีน้ำตาไหลออกมาตลอดเวลา

 

            ต่อให้ปะป๊าจะโกรธจะเกลียดเขาอย่างไร

 

            ทงเฮก็ยังสำนึกรู้ว่าเขาเป็นลูกชายของปะป๊าฮยอกแจ

 

            “ฮึก...ทงเฮกลัว...”

 

            “อยากไปกับฉันนักใช่ไหม ได้...งั้นก็ไปกันเลย ไปตายพร้อมๆ กันเลย”

 

            ฮยอก แจฉุดลูกชายนอกสายเลือดออกไปตามทางเดินของโรงพยาบาล ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ตอนนี้ไม่มีพยาบาลอยู่สักคน เขาจึงสามารถพาทงเฮหนีออกจากโรงพยาบาลได้

 

 

            ฮยอก แจขับรถกลับไปยังบ้านของจองซู วันนี้จองซูต้องออกไปทำธุระเรื่องโรงเรียนใหม่ของหลานชาย จึงไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ พอถึงบ้านก็เดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้านโดยมีทงเฮวิ่งเกาะชายเสื้อของปะป๊าอยู่ไม่ห่าง

 

            “ปะป๊าหายโกรธทงเฮนะฮะ”

 

            เด็ก ชายส่งเสียงอ้อนวอนเบาบาง ทงเฮยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เขารู้เพียงว่าฮยอกแจคือพ่อของเขา คือพ่อที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

 

            พ่อ...ก็ยังเป็นพ่อ

 

            “อย่าเอามือสกปรกของแกมาแตะต้องตัวฉัน”

 

            ฮยอก แจบอกเสียงเรียบตึง นัยน์ตาสีนิลหันไปมองกรอบรูปถ่ายที่แขวนอยู่เต็มห้อง เขาคว้ามันออกมาแล้วเขวี้ยงทิ้งลงพื้นอย่างแรง มันแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี เหมือนกับหัวใจของเขาในตอนนี้

 

            “ปะป๊าไม่รักทงเฮ ฮือๆ”

 

            “ใช่! ฉันไม่รักแก เพราะอะไรรู้ไหม...เพราะแกมันไม่ใช่ลูกชายของฉันไง”

 

            “ทำไมล่ะฮะ ทำไม...”

           

            เด็ก น้อยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ นั่นจึงทำให้ฮยอกแจกำหมัดแน่นขึ้นไปอีก เขาตัวสั่นไปด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะขนเสื้อผ้าทั้งหมดของทงเฮออกมาจากตู้แล้วฉีกขาดจนหมดสิ้น ทงเฮวิ่งไปเกาะแขนของคนเป็นพ่อเอาไว้ ก่อนจะพร่ำบอกคำว่ารักอยู่เรื่อยไป

 

            “แม่ของแกมันเป็นผู้หญิงแพศยา มันหลอกให้ฉันรับผิดชอบแก ถ้าแกไม่เกิดมาสักคน ฉันก็ไม่ต้องตกนรกแบบนี้ แกรู้ไหมว่าทำให้ฉันเจ็บแค่ไหน”

 

            “ฮือๆ ทงเฮเป็นลูกของปะป๊าไม่ใช่เหรอฮะ”

 

            เด็กน้อยเอ่ยถามเสียงเครือ มือเล็กๆ ยื่นส่งมาให้ผู้ที่เขาคิดว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้า ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

            “ถ้าทงเฮทำผิดไป ปะป๊าก็ตีทงเฮสิฮะ”

 

            ฮยอก แจทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง สองพ่อลูกต่างมองหน้ากันแล้วร้องไห้ ทงเฮอยากจะเข้ามากอดปะป๊าเหลือเกิน แต่แววตาของผู้เป็นพ่อไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว มันเป็นแววตาที่มีแต่กองไฟลุกโชนอยู่ในนั้น เป็นแววตาที่ทำให้ทงเฮหวาดกลัว

 

            “ถ้าปะป๊าทำโทษทงเฮแล้ว ปะป๊ารักทงเฮเหมือนเดิมได้ไหมฮะ”

 

            คำขอร้องของเด็กชายตรงหน้าทำให้ฮยอกแจโกรธ เขากระชากทงเฮเข้าหาตัวก่อนจะฟาดฝ่ามือไปเต็มแรงเงื้อมือขึ้นขึ้นสูง

 

            ทงเฮ หลับตาแน่นปี๋ เพียงแค่คิดว่าจะต้องถูกตีในอีกไม่ช้า น้ำตาอุ่นก็ไหลออกมาเป็นสาย ตั้งแต่ทงเฮเกิดมา ฮยอกแจไม่เคยตีลูกชายเลยสักครั้ง แม้แต่ความคิดที่จะตีทงเฮก็ไม่เคยมี

 

            แต่ ตอนนี้ทงเฮไม่ใช่ลูกของเขาอีกต่อไปแล้ว ฝ่ามือหนาฟาดลงไปที่เนื้ออ่อนๆ อย่างเต็มแรง เสียงเนื้อกระทบกันดังลั่นพร้อมกับคำด่าทอมากมายที่ออกมาจากปากของฮยอกแจ

 

            “ฉันจะตีให้แกตายเลย แกมันสมควรที่จะตายด้วยมือของฉัน เพราะแกทำให้ชีวิตฉันตายทั้งเป็น อย่าอยู่เลยอี ทงเฮ!”

 

            “ฮือๆ ปะป๊า...ฮือๆ”

 

            ทงเฮ เอาแต่ร้องไห้ ฮยอกแจฟาดฝ่ามือครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งฟาดแรงเท่าไรทงเฮก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นเท่านั้น แต่ฝ่ามือของเขาก็ยังไม่หยุด มันยังไม่สมกับความเจ็บปวดที่ฮยอกแจได้รับเลย

 

            อี ทงเฮจะต้องได้รับบทเรียน

 

            “ฮือๆ พอเถอะฮะ ปะป๊า...พอแล้ว...”

 

            ทงเฮร้องขอผู้เป็นพ่อ ทว่าฮยอกแจกลับฟาดฝ่ามือหนาให้หนักมากขึ้นไปอีก ฝ่ามือทั้งบวมทั้งแดง ริมฝีปากหยักก็ด่าทอคนเป็นลูกไม่หยุด

 

            “แกมันลูกของผู้หญิงชั้นต่ำ แกมันเกิดมาจากนรก ฉันเกลียดแก”

 

            “ปะป๊า...”

 

            ทงเฮสะบัดแขนของตัวเองออกจากคนเป็นพ่อ ฮยอกแจจะคว้าแขนลูกชายมาตีอีกครั้ง หากแต่ทงเฮกลับกระเถิบตัวถอยหนีไปติดตู้เสื้อผ้า

 

            ร่าง กายของเด็กน้อยยังคงขาวเนียนเช่นเดิม ไม่มีรอยนิ้วมือของฮยอกแจอยู่บนร่างกายของทงเฮเลยสักนิด ที่ท่อนแขนของฮยอกแจต่างหากที่ถูกตีจนมันห้อเลือด รอยนิ้วมือและรอยเลือดมากมายเห่อแดงเต็มท่อนแขน ทงเฮร้องไห้จ้าแล้วเอ่ยถามคนเป็นพ่อ

 

            “ปะป๊า...เจ็บไหม?”

 

            “แกไม่ต้องมาเรียกฉันแบบนี้ ฉันสะอิดสะเอียนจะตายอยู่แล้ว”

 

            ฮยอกแจลุกขึ้นยืน ก่อนจะจับทงเฮยัดเข้าไปในตู้เสื้อผ้าแล้วใช้หลังดันประตูเอาไว้ไม่ให้เด็กน้อยออกมาได้อีกเลย

 

            “ฮือๆๆ ปะป๊าปล่อยทงเฮออกไปนะฮะ ทงเฮกลัว...”

 

            ฮยอก แจนั่งพิงตู้เสื้อผ้าอย่างหมดแรง ทงเฮทุบกำปั้นเล็กๆ มาเป็นระยะ แต่ฮยอกแจกลับยกมือหนาขึ้นปิดปากแล้วร้องไห้ ทำไมทงเฮถึงไม่เกิดเป็นลูกชายของเขา ทำไม...

 

            ทงเฮจะเป็นลูกของผู้หญิงเลวทรามที่ไหนก็ได้

 

            แต่ ทำไมอี ทงเฮที่เขารักถึงไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ ของเขา แล้วแบบนี้ฮยอกแจจะอยู่กับลูกชายอย่างบริสุทธิ์ใจได้อย่างไร ความจริงที่ว่าทงเฮไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขามันจะจางหายไปได้อย่างไร

 

            มันเหมือนบาดแผลที่ไม่มีวันหาย...

 

            “ฮึก...ปะป๊า...ทงเฮหายใจไม่ออก”

 

            ปัง! ปัง!

 

            เด็ก น้อยยังคงทุบตู้เสื้อผ้าอย่างทุรนทุราย ฮยอกแจกลั้นเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ ในตู้เสื้อผ้ามันทั้งมืดทั้งแคบ ทงเฮคงจะหวาดกลัวไปต่างต่างนานา

 

            แต่ทำไมฮยอกแจจะต้องไปสนใจด้วย ในเมื่อทงเฮไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว

 

            “ปะป๊าฮะ ทงเฮรักปะป๊าที่สุด”

 

            “...”

 

            “ปะป๊าจะไม่รักทงเฮก็ได้ ทงเฮไม่เป็นลูกชายของปะป๊าแล้วก็ได้ แต่ปะป๊าอย่าเกลียดทงเฮได้ไหมฮะ ฮือๆ”

 

            ฮยอก แจร่ำไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด ยิ่งทงเฮบอกว่าจะไม่เป็นลูกชายของเขาแล้ว ฮยอกแจยิ่งรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา เขายิ่งยกมือปิดปากแน่นเท่าไร เสียงสะอื้นไห้มันก็เล็ดลอดออกมาอย่างน่ารังเกียจมากขึ้นเท่านั้น

 

            แม้สายเลือดจะไม่ใช่...

 

            แต่หัวใจก็ยังตอกย้ำว่า...ทงเฮคือลูกชายคนเดียวของเขา

 

            “ฮืด...ปะ...ป๊า...”

 

            ทงเฮ ส่งเสียงหายใจฮืดฮาดอย่างน่ากลัว อาการหอบหืดที่แทรกซ้อนมากับโรคภูมิแพ้กำลังกำเริบ ฮยอกแจกำลังต่อสู้กับความแค้นที่สุมอยู่ในอกของตัวเอง กับความรักที่มีให้กับลูก

 

            “ฮืด...ปะ...ฮืด...”

 

            เสียง ร้องไห้ค่อยๆ เงียบหายไป ฮยอกแจรีบเปิดตู้ออกในทันที ทงเฮหมดสติไปแล้ว ร่างของเด็กน้อยที่พิงประตูตู้เอาไว้เอนลงมานอนบนตักเขา ฮยอกแจรีบนำถังออกซิเจนขนาดเล็กออกมาช่วยชีวิตทงเฮเอาไว้ เด็กน้อยหายใจรุนแรงมากขึ้น ฮยอกแจบีบมือของทงเฮไว้แน่น ริมฝีปากพร่ำบอกไม่ให้ลูกชายเป็นอะไร

 

            “ปะป๊าขอโทษ...ปะป๊ารักทงเฮ ฮือๆๆ ทงเฮ...ได้ยินไหม? ปะป๊ารักทงเฮนะครับ”

 

            “ฮืด...” ทงเฮสูดออกซิเจนเข้าไปจนเต็มปอด คนเป็นพ่อร่ำไห้กอดลูกชายไว้แน่น

 

            ทงเฮเป็นลูกของเขา

 

            ฮยอกแจปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...อี ทงเฮคือลูกชายของเขา

 

 

Talk with Lee Seen

            แต่งไปร้องไห้ไป เพ้อเจ้อมากกกกกก

เรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนเม้นท์แฮะ สงสัยจะไม่ได้ทวง

แต่แหม! บางทีคนอ่านก็ใจร้ายเกินไปนะคะ ฮ่าๆๆๆ

 

ตอนนี้ยาวกว่าทุกตอนเลย...(จริงๆ)

 

ยังไงก็...ขอกำลังใจในการแต่งตอนต่อไปของลีซีนด้วยนะค้า...

กลับไปอ่าน 'chapter 9 แกล้ง'ในเด็กดีได้ที่...

 

Chapter 5

ชุดนักเรียน

 

            “มองอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวลูกก็ไปโรงเรียนสายกันพอดี”

 

            จองซูเอ่ยแซวอีกเหมือนเคยเมื่อเห็นฮยอกแจเอาแต่ถ่ายรูปเด็กผู้ชายหน้าหวานด้วยโทรศัพท์มือถือ เด็กน้อยสวมชุดนักเรียนสายสก๊อตสีแดงยืนชูสองนิ้วพลางฉีกยิ้มจนเห็นฟันหลอ ฮยอกแจระบายรอยยิ้มภูมิใจอยู่บนใบหน้าคมของตัวเอง

 

            ลูกชายที่น่ารักของเขาโตขึ้นจนเข้าโรงเรียนได้แล้วหรือนี่

 

            “ก็ทงเฮน่ารักนี่ครับ” ฮยอกแจหันไปตอบ ก่อนจะถ่ายรูปลูกชายอีกครั้ง

 

            “ใช่ฮะ ทงเฮน่ารัก” เด็กน้อยพูดจาฉะฉานและคล่องแคล่วมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แม้จะมีบางคำที่ยังออกเสียงไม่ชัด แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นเด็กที่พูดเก่งเลยทีเดียว

 

ฮยอกแจชอบที่จะคุยกับลูกทั้งตอนเช้าและก่อนเข้านอน เขาชอบให้ทงเฮเล่านิทานให้ตัวเองฟังมากกว่าที่จะอ่านจากหนังสือให้ลูกฟัง ฮยอกแจอยากให้ทงเฮเป็นเด็กที่มีจินตนาการและมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าเด็กคนอื่น

 

            “ลูกใครน้า...หลงตัวเองจริงๆ” จองซูว่าพลางขยี้ผมเด็กน้อยจนยุ่ง

 

            “ลูกปะป๊าฮะ”

 

            “พี่จองซูอย่าขยี้ผมหลานสิครับ ดูสิ...ยุ่งหมดแล้ว”

 

            ฮยอกแจบ่นอย่างไม่พอใจนัก เขาอุตส่าห์ตื่นมาเซ็ทผมให้ลูกชายอย่างดี แต่จองซูเดินมาทีเดียวก็ทำมันพังหมด คุณพ่อยังเด็กจึงหยิบหวีมาจัดทรงผมให้ลูกอีกครั้ง

 

            “ปะป๊าก็เซ็ทผมให้ทงเฮใหม่สิฮะ ทงเฮชอบให้ปะป๊าเล่นผม”

 

            “ถ้าปะป๊าไม่เล่นผมทงเฮเวลานอน ลูกของปะป๊าก็จะนอนไม่หลับด้วยใช่ไหมล่ะ”

 

            ฮยอกแจพูดอย่างรู้ทัน ทงเฮได้แต่ขยับใบหน้าหวานขึ้นลงด้วยความเขินอาย ทุกคืนตอนเข้านอน ทงเฮจะหลับลงได้ก็ต่อเมื่อมีพ่อคอยลูบผมอยู่ไม่ห่าง ถ้าวันไหนฮยอกแจเลิกงานดึก ทงเฮก็จะรอจนกว่าเขาจะกลับมา บางครั้งฮยอกแจจึงต้องลางานออกมาหาลูกก่อน เมื่อลูกหลับแล้วจึงค่อยกลับไปทำงานต่ออีกครั้ง

 

            เป็นอย่างนี้แทบทุกคืน แต่ฮยอกแจกลับไม่เคยบ่นคำว่าเหน็ดเหนื่อยให้ใครได้ยินเลย

 

            “โอเค! ลูกชายของปะป๊าหล่อที่สุดแล้ว ไปโรงเรียนกันครับ”

 

            ฮยอกแจวางหวีไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง เขายื่นมือไปให้เด็กน้อยเกาะเอาไว้ ก่อนจะโอบอุ้มเด็กชายตัวเล็กขึ้นมาไว้ข้างเอว

 

            “บ๊ายบายลุงจองซูก่อนสิลูก”

 

            “ลุงจองซู! ทงเฮกับปะป๊าไปเที่ยวโรงเรียนแล้วนะฮะ”

 

            เด็กน้อยเอ่ยเสียงใสพลางโบกมือให้กับลุงจองซูที่กำลังกวาดเส้นผมเตรียมตัวเปิดร้าน ฮยอกแจอุ้มลูกออกไปขึ้นรถกระป๋องสีเหลืองที่เขาเพิ่งซื้อมาจากเต้นท์ขายรถมือสองเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้มันจะเก่าไปหน่อย แต่มันก็ยังใช้งานได้ดี อีกอย่างฮยอกแจก็ไม่อยากให้ทงเฮอายเวลาที่เขาไปส่งที่โรงเรียนด้วย

 

            ทงเฮยิ้มแฉ่งอยู่ในอ้อมแขนผู้เป็นพ่ออย่างอารมณ์ดี เด็กน้อยไม่รู้หรอกว่าโรงเรียนแปลว่าอะไร แต่ถ้าปะป๊าแต่งตัวน่ารักๆ ให้เขาแล้วพาออกไปข้างนอก แสดงว่าปะป๊าจะต้องพาทงเฮไปเที่ยวอย่างแน่นอน

 

            ทงเฮอยากไปโรงเรียน...

 

 

            อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น คยูฮยอนและซีวอนก็จะเรียนจบชั้นมัธยมแล้ว แน่นอนว่าทั้งคู่จะต้องเลือกมหาวิทยาลัยและสาขาที่ต้องการเรียนต่อเพื่อเตรียมอ่านหนังสือและสอบเข้าให้ได้ดังที่ใจหวัง ทั้งคู่นำหนังสือคู่มือการเรียนต่อที่เพิ่งไปซื้อเมื่อวันก่อนมานั่งปรึกษากันที่โต๊ะหินอ่อนใต้อาคารเรียน สักพักก็มีเพื่อนร่วมชั้นเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยอีกคน

 

            “ซีวอนกับคยูฮยอนจะไปเรียนต่อที่ไหนเหรอ พวกนายสองคนอยู่อันดับต้นๆ ของสายชั้น ไปที่ไหนก็คงมีแต่คนอ้าแขนรับสินะ”

 

            ซองมินเอ่ยเย้า ซีวอนได้แต่ก้มหน้าดูข้อมูลในหนังสือ ขณะที่คยูฮยอนกลับยกมือขึ้นทาบแก้มใสที่เริ่มร้อนผ่าว

 

            “เราไม่ได้ก่งขนาดนั้นซะหน่อย เพราะมีซีวอนช่วยติวหรอก เกรดเฉลี่ยเราเลยสูงขนาดนี้”

 

            “จริงเหรอ? งั้นซีวอนช่วยติวให้เราบ้างสิ” ซองมินทำตาลุกวาวแล้วยื่นหน้ามาหาซีวอน ร่างสูงผละถอยห่าง รู้ดีว่าซองมินเคยแอบชอบตัวเองมาก่อน ในขณะที่คยูฮยอนก็เอ่ยขึ้นประชดประชันเพื่อนร่วมชั้นแบบทีเล่นทีจริง

 

            “ติวเรื่องเรียนได้ แต่ติวเรื่องรักเราไม่ยอมหรอกนะ”

 

            “คยูฮยอน...ไปพูดอย่างนั้นกับซองมินได้ยังไง” ซีวอนหันมาหาคนรักแล้วตีหน้าดุ

 

            “ก็ฉันหวงซีวอนนี่นา ใครๆ ก็ชอบซีวอน แล้วอีกอย่าง ซองมินก็น่ารักไม่เบาเลยด้วย ถ้าซักวันซีวอนเผลอใจให้คนอื่นล่ะ ฉันจะทำยังไง”

 

            แทนที่ซองมินจะโกรธเคืองเพื่อน ร่างอวบกลับหัวเราะดังลั่น ใครๆ ก็รู้ว่าโจ คยูฮยอนขี้หึงขี้วีนขนาดไหน แม้ซีวอนจะไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง แต่ก็ยังมีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาหาซีวอนอยู่เรื่อย เขารู้ว่าการมีคนรักหน้าตาดี บางครั้งก็ต้องทำใจกันบ้าง แต่พอมีคนเข้ามาจู่โจมมากๆ บางทีคยูฮยอนก็อดทนไม่ไหว

 

            “เคลียร์กันเองล่ะนะ เราแค่พูดเล่น คยูฮยอนห้ามโกรธเราล่ะ” ซองมินเอ่ยจบก็คว้าหนังสือแล้ววิ่งขึ้นอาคารเรียนอย่างเอาตัวรอด คยูฮยอนทำท่าจะยกมือรั้งเรียก แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

 

            “หึงไม่เข้าเรื่องเลย...”

 

            “ซีวอนว่าฉันเหรอ?” เสียงใสหันมาสะบัดใส่คนรักพร้อมกับเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ปลิวกระจายตามแรงลม

 

            “ก็ว่านายนั่นแหละ ทำแบบนี้จะเสียเพื่อนนะ”

 

            “ไม่รู้ล่ะ คนมันรักนี่นา”

 

            คยูฮยอนบอกอย่างงอนๆ แก้มใสพองลมเข้าไปจนแก้มตุ่ยทั้งสองข้าง แทนที่ซีวอนจะโกรธกับความเอาแต่ใจของคนรัก เขากลับขยี้ผมนุ่มของคยูฮยอนอย่างเอ็นดู มือแกร่งจับท้ายทอยของอีกฝ่ายรั้งเข้ามาใกล้แล้วทาบทับริมฝีปากไปอย่างไม่สนใจสายตาของใครต่อใคร แม้จะอยู่ในโรงเรียน แต่ทุกคนที่นี่ก็รู้ดีว่าซีวอนและคยูฮยอนเป็นคู่รักที่สวีทกันมากแค่ไหน

 

            “ฉันก็รักคยูฮยอนมากเหมือนกัน ไม่มีทางจะเปลี่ยนใจไปหาใครหรอก”

 

ซีวอนบอกสั้นๆ ก่อนจะก้มลงไปดูข้อมูลในหนังสืออีกครั้ง ทิ้งให้คยูฮยอนนั่งหน้าแดงอยู่เพียงคนเดียว ใบหน้าหวานเอาแต่ระบายรอยยิ้มอ่อนอย่างมีความสุข จนกระทั่งข้อศอกของซีวอนกระทุ้งเข้าที่เอวบาง

 

            “เลือกคณะได้หรือยัง?” เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้น

 

            “แล้วซีวอนล่ะ?” คยูฮยอนเอ่ยถามกลับไปบ้าง เพราะซีวอนเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกคณะของคยูฮยอนด้วยเช่นกัน

 

            “ไม่รู้สิ คงเป็นแพทย์มั้ง”

 

            “แพทย์เลยเหรอ? ฉันคงเรียนไม่ไหวหรอก แต่ถ้าซีวอนเรียนแพทย์ ฉันอาจจะเรียนพยาบาล ไม่ก็ครุศาสตร์ สาขาพยาบาล จะได้อยู่ใกล้ๆ ซีวอนด้วยไง”

 

            ซีวอนยิ้มบางๆ ก่อนจะนึกถึงอนาคตในวันข้างหน้า เขาผิดหรือเปล่านะที่มองแต่อนาคตของตัวเอง ในขณะที่อนาคตของคยูฮยอนกลับมีเขาอยู่ในนั้นด้วย

 

            บางที...ถ้าคยูฮยอนไม่ฉุดรั้งเขาไว้

 

ซีวอนอาจจะไปจากผู้ชายคนนี้แล้วก็ได้

 

 

            “วันนี้ผมอยากเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่อยากเรียนศิลปะบ้าบออะไรก็ไม่รู้”

 

            ฮันกยองปัดหนังสือเรียนการวาดภาพเบื้องต้นลงจากโต๊ะเรียนไปอย่างไม่ใยดี แม้ว่าพ่อแม่จะจ้างครูมาสอนลูกชายถึงที่บ้าน แต่การใกล้ชิดผู้ปกครองมากเกินไปกลับทำให้ฮันกยองรู้สึกว่าตัวเองถูกขังอยู่ในคุก นับวันเขายิ่งอารมณ์ร้อน ก้าวร้าว และไม่ฟังใคร

 

            “ศิลปะเป็นสิ่งที่พัฒนาอารมณ์ของมนุษย์ และช่วยให้มนุษย์มีจิตใจที่อ่อนโยนนะคะ”

 

            “อาจารย์ว่าผมเป็นคนที่ก้าวร้าวงั้นสิ”

 

            ฮันกยองถามเสียงเข้ม เด็กหนุ่มอายุเพียง 14 ปี ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความโหดร้ายเกินอายุ หญิงสาวผู้เป็นอาจารย์ถึงกับมือสั่น เธอก้มลงเก็บหนังสือขึ้นมาอย่างใจเย็น ทว่าในขณะที่กำลังเงยหน้าขึ้นมานั้น กลับเห็นสายตาของฮันกยองที่จ้องมาที่หน้าอกที่โผล่พ้นออกมา

 

            “ผมอยากเรียนวิทยาศาสตร์”

 

            “แต่ว่า...”

 

            “คุณแม่บอกให้อาจารย์ตามใจผมทุกอย่างไม่ใช่เหรอ ผมอยากเรียน...สรีระวิทยา”

 

            ฮันกยองสัมผัสเข้ากับทรวงอกของอาจารย์สาวผ่านเสื้อเชิ้ตสีชมพู แม้อาจารย์จะมีสามีแล้ว แต่สัมผัสจากมือของเด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก็กระตุ้นความต้องการทางเพศรสได้เป็นอย่างดี เธอพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อดับอารมณ์สวาทให้มอดลงไป

 

            “งะ...งั้นวันนี้อาจารย์จะสอนวิทยาศาสตร์ก็ได้จ้ะ”

 

            “สอนเฉพาะภาคปฏิบัตินะครับ เพราะทฤษฎีผมอ่านมาหมดแล้ว”

 

            มือหนาทว่านุ่มนวลอยู่ในทีลูบไล้ขึ้นมาตามต้นขาของอาจารย์สาว เธอมองหน้าฮันกยองด้วยท่าทางหวาดหวั่น หากแต่เด็กชายกลับยกนิ้วเรียวอีกข้างขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองไว้

 

            “ชู่...อย่าส่งเสียงไปนะครับ เดี๋ยวมันจะไม่สนุก”

 

            เสียงเยือกเย็นของเด็กหนุ่มทำให้อาจารย์สาวตกอยู่ในภวังค์ เธอรู้ดีว่าสิ่งที่ฮันกยองทำอยู่นั้นมันคือการลวนลามทางเพศ และอาจจะนำไปสู่การข่มขืนได้ แต่เธอกลับไม่รู้วิธีที่จะต่อต้านออกไปเลย

 

            บางทีเธออาจจะรู้ แต่ไม่สามารถต้านทานอารมณ์ที่ปะทุของตัวเองได้

 

            “อ๊ะ!”

 

            เสียงใสครางฮือด้วยความเสียวซ่าน นิ้วของฮันกยองสัมผัสกับจุดอ่อนไหวใต้กางเกงในอย่างชำนาญ ราวกับเขาเป็นหนุ่มใหญ่ที่มีอายุอานามไม่น้อยกว่า 30 ปี กางเกงในตัวจิ๋วชื้นฉ่ำไปหมด ฮันกยองลุกจากเก้าอี้ แล้วฉุดอาจารย์สาวขึ้นไปนอนบนโต๊ะ

 

            หากแต่แทนที่จะนอนหงาย...กลับกลายเป็นนอนคว่ำ

 

            “ว้าย!”

 

            เสียงหวีดร้องดังลั่นเนื่องจากฮันกยองสอดใส่ความแข็งแกร่งเข้าไปยังช่องทางด้านหลัง ความเจ็บปวดแทรกซึมเข้ามาทุกอณูทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมาเป็นสาย เรียวขนตั้งชูชันไปหมด และกลิ่นคาวเลือด...เธอได้กลิ่นคาวเลือดมาจากบริเวณนั้น

 

            “ปะ...ปล่อยนะ”

 

            เธอทั้งดิ้นพล่าน ทั้งผลักเด็กนักเรียนหนุ่มออกห่าง ทว่าความแค้นที่สั่งสมอยู่ในตัวของฮันกยองมีมากเหลือเกิน เขาถอนความแข็งแกร่งออกช้าๆ ก่อนจะกระแทกเข้ามาจนสุดทำให้อาจารย์สาวแทบหมดแรง รอยยิ้มร้ายกาจกระตุกขึ้นที่มุมปากเมื่อเสร็จกิจของตัวเอง ก่อนจะเหวี่ยงอาจารย์ออกไปนอกห้องอย่างไม่ใยดี

 

            “อย่าคิดจะไปแจ้งตำรวจล่ะ ไม่งั้นผมเอาถึงตายแน่”

 

 

            เสียง ร้องไห้จ้าดังลั่นโรงเรียนอนุบาลขนาดเล็ก คุณครูใจดีพยายามแกะมือเด็กน้อยออกจากมือของผู้ปกครอง ทว่าเด็กชายกลับดิ้นพล่านแล้วถาโถมแรงกายทั้งหมดไปหาผู้เป็นพ่อ

 

            “ปะป๊า...อย่าทิ้งทงเฮไป...ฮือๆ”

 

            “ปะป๊าไม่ได้ทิ้งทงเฮไปไหนนะครับ เดี๋ยวตอนเย็นปะป๊าจะมารับนะ”

 

            ฮยอก แจบอกทั้งๆ ที่น้ำตากำลังคลออยู่เต็มหน่วยตา ไม่เพียงแต่ทงเฮเท่านั้นที่ไม่ยอมปล่อยมือจากเขา ฮยอกแจเองก็ไม่อาจปล่อยมือลูกชายไปด้วยเช่นกัน ทงเฮคงตื่นกลัวต่อสภาพแวดล้อมที่แปลกตา หวาดกลัวต่อผู้คนมากมายที่ไม่คุ้นหน้า

 

            ทงเฮกำลังต้องการเขา...

 

            “คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เด็กส่วนใหญ่ก็ร้องไห้แบบนี้เวลามาโรงเรียนครั้งแรก”

 

            คุณ ครูใช้ความพยายามอย่างมากในการอธิบายให้ฮยอกแจฟัง แต่ฮยอกแจกลับไม่กล้าที่จะปล่อยมือลูกชายของตัวเอง น้ำตาของทงเฮที่เปรอะเปื้อนแพรขนตาสวยทำให้เขาใจสั่น ฮยอกแจใช้แรงทั้งหมดดึงทงเฮออกมาจากคุณครูสาว ก่อนจะโอบกอดลูกชายไว้แนบแน่น

 

            “ฮือๆ ทงเฮ...ปะป๊าขอโทษ”

 

            “อย่าทิ้ง...ฮึก...อย่าทิ้งทงเฮไปนะฮะ...ฮือๆ”

 

            ทั้ง พ่อทั้งลูกต่างกอดกันร้องไห้จนคุณครูส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ในที่สุดเด็กชายก็ร้องไห้จนเหน็ดเหนื่อยแล้วผล็อยหลับไปในอ้อมอกอุ่นของผู้ เป็นพ่อ ฮยอกแจจึงอุ้มลูกชายไปนอนในมุมหนึ่งของห้องพักครู จนกระทั่งลมหายใจของทงเฮสม่ำเสมอแล้ว เขาจึงหันมาบอกคุณครูสาว

 

            “ผมขออยู่ดูแลลูกจนกว่าโรงเรียนจะเลิกได้ไหมครับ”

 

            เขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงแกมขอร้อง ตอนแรกคุณครูก็นึกในใจว่าฮยอกแจช่างหน้าเด็กเหลือเกิน แต่จากคำพูดคำจาแล้ว เธอก็รู้โดยอัตโนมัติว่าฮยอกแจคงยังอายุได้ไม่เท่าไรแน่ๆ

 

            “ดิฉันว่าคุณค่อยมารับทงเฮตอนเย็นดีกว่านะคะ ถ้าเขาได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ เขาก็จะลืมเรื่องร้องไห้ได้ค่ะ”

 

            “แต่ว่า...”

 

            “คุณคะ ฉันเป็นครูอนุบาลมาหลายปี ฉันรู้วิธีที่จะดูแลเด็กที่ติดพ่อแม่ แต่ถ้าคุณยังโอ๋ทงเฮแบบนี้ ทงเฮก็จะไม่โตนะคะ”

 

            ฮยอก แจเม้มปากแน่น เขาหันไปมองลูกชายที่กำลังหลับสนิท เสียงลมหายใจดังฟืดฟาดบ่งบอกว่าลูกของเขาหลับไม่ค่อยสบายเท่าใดนัก ซึ่งฮยอกแจก็ย้ำกับคุณครูไปแล้วว่าทงเฮมีโรคประจำตัว เขาไม่มีทางลืมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของลูกชายเด็ดขาด

 

            “ก็ได้ครับ”

 

            ใน ที่สุดร่างโปร่งก็ตัดสินใจเชื่อคำพูดของคุณครู เขาโน้มลงไปหอมแก้มเนียนของลูกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะผละออก ทว่าเสียงของทงเฮกลับดังขึ้นอย่างหวาดผวา

 

            “ปะป๊า...”

 

            “ทงเฮ!”

 

ฮยอก แจถลาเข้าไปกอดลูกไว้แนบอก ในที่สุดวันแรกที่เขาไปส่งทงเฮเข้าโรงเรียน ฮยอกแจก็ไม่อาจจะทิ้งลูกกลับบ้านได้ เขานั่งอยู่หลังห้อง มองดูทงเฮทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ มองดูเวลาที่ลูกยิ้ม เวลาที่ลูกหัวเราะ หรือแม้แต่เวลาที่ลูกวิ่งแล้วหกล้ม

 

            ความสุขของพ่อแม่คือการที่ได้เห็นลูกมีแต่รอยยิ้มสินะ

 

            มันช่างเป็นความสุขที่ฮยอกแจอยากเก็บเกี่ยวเอาไว้นานๆ เหลือเกิน

 

 

Talk with Lee Seen

            ตอนนี้จบไปแล้วอีกตอน ฮือๆๆๆ ฮยอกแจอ่ะ รักลูกชายอะไรขนาดนั้น

ถ้าวันหนึ่งรู้ว่าลูกชายคนนี้ไม่ใช่ลูกของตัวเอง ฮยอกแจจะทำยังไงต่อไปน้า...

ไม่อยากให้ถึงวันนั้นเลยอ่ะ สงสาร...

 

มาถึงตอนนี้...หลายคนอาจจะมีคำถามว่า ฮันกยองจะร้ายใส่ใครกันแน่

ใจเย็นๆ นะคะ อีกไม่นานหรอก ไม่วอนคยู ก็อึนเฮนี่แหละ หึหึ

 

อ้อ! เวลามีความสุขก็อย่าดีใจมากไปนะคะ เวลาที่เสียใจจะได้ไม่เจ็บมาก อิอิ

อีกเรื่องคือ...ยังไม่ได้เปิดตัวละครอีกสามตัว >>> ฮีชอล เยซอง ยูชอน (รับเชิญ)

 

กลับไปอ่าน 'chapter 6 แกล้ง'ในเด็กดีได้ที่...

 

 

 

หลงรัก : Intro ครั้งแรก

posted on 18 Jul 2011 23:59 by leeseen

 

หลงรัก

 

 

Intro
ครั้งแรก

 

            มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว แต่ฮยอกแจกลับไม่เคยลบเลือนมันไปจากหัวใจเลย

 

            ...เซ็กส์ครั้งแรก...

 

            “ฮยอกแจ พี่สาวรักนายมากเลยนะ”

 

            เสียง หวานพร่ำบอกพร้อมกับริมฝีปากที่คลอเคลียอยู่ริมใบหู ฮยอกแจเป็นแค่เด็กบ้านนอกธรรมดาๆ คนหนึ่งที่พ่อแม่เสียชีวิตตอนอยู่ชั้นประถม เขาเข้ามาทำงานเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือในกรุงโซลจนได้มาเจอกับรุ่น พี่มัธยมปลายปีสามที่สวยที่สุดในโรงเรียน

 

            “ผมก็รักพี่จีฮโยครับ”

 

            สิ้น เสียงที่เพิ่งแตกหนุ่มนั้น ร่างเพรียวบางก็ผลักฮยอกแจลงไปนอนราบกับโซฟาแล้วขึ้นคร่อมทันที เธอถอดเสื้อนักเรียนออกจนเผยให้เห็นหน้าอกขาวเนียนที่ล้นทะลักออกมา วินาทีนั้นฮยอกแจรู้สึกว่าสวรรค์อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

 

            เขาไม่คิดว่าเธอจะมอบความรักจนยอมเป็นของเขาได้อย่างง่ายดายขนาดนี้

 

            “อา...ฮยอก...ฮยอกแจ...”

 

            “พี่จีฮโย...”

 

            ใน ขณะที่ฮยอกแจนอนราบอยู่นั้น ซง จีฮโยกลับทำทุกๆ อย่างได้อย่างชำนิชำนาญ เธอรู้ว่าจุดไหนจะทำให้ฮยอกแจมีความสุข จุดไหนจะทำให้ฮยอกแจถึงที่หมาย แต่ฮยอกแจกลับไม่รู้อะไรเลย

 

            เขาแค่รักเธอ...แค่รักเท่านั้น

 

            “...อา...”

 

            จี ฮโยร้องลั่นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปลดปล่อยของเหลวกลิ่นคาวออกมาเต็มหน้าท้องของฮยอกแจ ในขณะเดียวกันนั้น ฮยอกแจเองก็ปลดปล่อยความรู้สึกครั้งแรกออกมาเช่นเดียวกัน แต่เขากลับแยกไม่ได้เลยว่ามันเป็นเพราะเขาถึงที่หมายแล้ว หรือเป็นเพียงแค่ปัสสาวะธรรมดาเท่านั้น

 

            ทั้ง คู่ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม จีฮโยเอนศีรษะลงมาซบกับไหล่บางของฮยอกแจไว้ เด็กหนุ่มจึงจูบที่ขมับสวยของเธอด้วยความอ่อนโยน แล้วเอ่ยคำ

 

            “ผมจะรับผิดชอบพี่จีฮโยเองครับ”

 

แม้ ว่ามันจะเป็นความผิดพลาดหรืออะไรก็ตาม แต่พ่อและแม่ของฮยอกแจก็เคยสอนว่าลูกผู้ชายทำอะไรแล้วต้องรับผิดชอบ ต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษให้เพศที่อ่อนแอกว่าอยู่เสมอ

 

ฮยอกแจกำลังนำคำสั่งสอนนั้นมาใช้ในชีวิตของตัวเองแล้ว

 

“ฮ่าๆ ตลกน่า นายจะมารับผิดชอบพี่ทำไม พี่ไม่ได้ท้องซักหน่อย”

 

            เธอหัวเราะลั่น แต่ฮยอกแจกลับเอียงคอมองด้วยความแปลกใจ

 

            “แต่พี่จีฮโยเป็นภรรยาของผมแล้ว”

 

            “เด็กน้อยเอ๊ย! ในโลกนี้มีอะไรอีกตั้งมากมายที่นายยังไม่รู้”

 

            มือ บางขยี้ผมของฮยอกแจจนยุ่งเหยิงไปหมด เสียงกริ่งของโรงเรียนดังบอกเวลาเข้าเรียนตอนบ่าย จีฮโยจึงจัดแจงชุดนักเรียนให้เรียบร้อย ก่อนจะหันมาบอกลาฮยอกแจแล้วเดินออกไป

 

            “ไว้อีกซักห้านาทีค่อยไปเรียนนะ เดี๋ยวคนอื่นจะสงสัย”

 

            “ค...ครับ”

 

            ฮยอก แจผงกศีรษะรับรู้ ก่อนจะเอนหลังลงไปกับพนักพิงอีกครั้งแล้วหลับตาลง เขาชอบสัมผัสเมื่อครู่นี้มากเหลือเกิน มันทั้งตื่นเต้นและให้ความรู้สึกดีมาก ใบหน้าสวยงามของจีฮโยยังวนเวียนอยู่ในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเกิดขึ้นจนทำให้ฮยอกแจถึงจุดสุดยอดไปอีกหลายหน

 

 

            ใน วัดแห่งหนึ่งของประเทศจีน ที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมตามศาสนาเท่า นั้น แต่ยังเป็นที่พักพิงให้กับมนุษย์อีกมากมาย เด็กหลายๆ คนที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งถูกเลี้ยงรวมๆ กันอยู่ที่นี่ ทานอาหารร่วมกัน นอนร่วมกัน และใช้ห้องน้ำด้วยกัน

 

            พวกเขาถูกคนอื่นๆ เรียกว่า... ‘เด็กวัด’

 

            “เฮ้ย! ไอ้เกิง เจ๋งนักเหรอวะ?”

 

            เสียงเหี้ยมของเด็กวัดที่ตัวโตที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นขาออกไปสกัดเด็กชายหน้าตี๋จนล้มคว่ำไปกองกับพื้น

 

            “แค่หลวงพ่อเรียกเข้าไปนวดขาบ่อยๆ ทำเป็นหยิ่ง”

 

            มือ หนากระชากคอเสื้อเด็กชายขึ้นมา พร้อมกับลูกสมุนอีกสี่ห้าคนเข้ามาล้อมเอาไว้ หาน เกิงหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่ก แต่เมื่อถูกสายตาของหัวโจกตัวโตถลึงใส่ เขาก็ก้มงุดลงไปอีกครั้ง

 

            “พวกแกจับมันแก้ผ้าซิ!”

 

            เมื่อ สิ้นเสียงของหัวหน้ากลุ่ม คนอื่นๆ ก็พากันล๊อกแขนของเกิงเอาไว้ แล้วดึงกางเกงของเด็กชายลงมากองที่ข้อเท้าเผยให้เห็นมังกรน้อยแต่มีขนาดใหญ่ กว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

 

            “พี่เหวินอย่าทำอะไรผมเลยครับ”

 

            “เห้ย! ดูมันสิ ยกมือขึ้นไหว้ด้วยว่ะ กลัวจนไอ้นั่นหดเลยหรือไง ฮ่าๆๆ”

 

            เสียง หัวเราะดังระนาวขึ้นมาอย่างเยาะเย้ย เกิงถูกจับแก้ผ้าแล้วผูกข้อมือทั้งสองข้างด้วยเชือกเส้นใหญ่ ก่อนจะโดนลากไปรอบๆ บ้านพัก มันทั้งเจ็บปวด เคียดแค้น แต่เกิงกลับทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากร้องไห้

 

            เด็ก เหล่านั้นผูกเกิงไว้กับเสาเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ก่อนที่เด็กชายที่ตัวโตที่สุดจะคิดอะไรพิเรนทร์ขึ้นมา มือหนาทั้งสองข้างจับบั้นท้ายของเกิงแน่น แล้วสอดส่วนแสดงความเป็นชายเข้ามาในร่างกายของเกิง มันเจ็บแปลบปานจะขาดใจ เกิงอยากจะให้เข็มของนาฬิกาหมุนเร็วๆ กว่านี้ อยากให้สิ้นอายุขัยของเขาเสียตอนนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานอีก

 

            ครั้งแล้วครั้งเล่า...คนแล้วคนเล่า...

 

            จากความเจ็บปวดและทรมานค่อยๆ หล่อหลอมทีละนิดจนกลายเป็นความเคียดแค้น ต่อจากนี้ไปเกิงจะไม่ยอมเป็นคนที่ถูกทำร้ายอีกแล้ว

 

            ทุกคนจะต้องเจ็บปวดเหมือนกับที่เขาเคยเป็น

 

 

Talk with Lee Seen

            เฮือกกกกกกก เอามาลงอีกเรื่องแล้ว

มีคนกระซิบมาบอกว่าอยากอ่านแต่ไม่อยากให้เอาลงเพราะกลัวว่ามันจะจบ

ซีนไม่ได้ไปไหนนะคะ ไม่แต่งแต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการนี้

ไม่แน่...อีกสิบปีข้างหน้าอาจจะแต่งอีกก็ได้ ใครจะรู้ ฮ่าๆๆ

จู่ๆ ก็คิดถึงพี่จุนกิ(แฟนเก่าตัวเอง) ตั้งแต่พี่จุนกิเข้ากรม น้องซีนไม่มีกำลังใจในการแต่งฟิคเลย

กำลังใจเลยได้มาจากรีดเดอร์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยแต่มีพลังอันยิ่งใหญ่

เหมือนฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนให้ซีนแต่งฟิคต่อไปได้ โฮะๆๆ มาโหมดไหนกันแน่ ดูงงๆ เนอะ

เอาเป็นว่า...ช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกๆ คนด้วยนะค้า...(ป่วงมาก)


ลืมสปอยล์ตอนหน้าค่ะ
เปิดตัวทงเฮสุดอลังการ เด็กชายอายุ หนึ่งเดือน(ฟิคนี้ไม่ใช่โชตะนะค้า...)

กลับไปอ่าน 'chapter 1 จดหมาย'ในเด็กดีได้ที่...

Do You Want Drama [HaeEun] 3/3 - NC

posted on 01 Jul 2011 00:13 by leeseen

            “เป็นสามีนายไง”

 

            ดวงตากลมโตเบิกโพลงด้วยความตกใจ ผมรีบดันคนตรงหน้ากลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้งแล้วปิดประตูลงทันที

 

            “อื้อ...อะ...ไอ้บ้า...อุ๊บ!” ฮยอกแจพยายามดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของผม แต่ผมกลับรีบฉวยโอกาสบุกเข้าไปจุมพิตที่ริมฝีปากของฮยอกแจอย่างรวดเร็ว กำปั้นเล็กๆ เอาแต่ทุบหน้าอกของผมเป็นเชิงประท้วง ผมจึงรวบข้อมือทั้งสองข้างของเขาไว้แล้วดันแผ่นหลังบางให้ถอยกรูดไปติดกำแพง

 

            ผมรู้ว่าฮยอกแจตกใจและทำอะไรไม่ถูกที่ผมเข้ามาจู่โจมเข้าแบบนี้ ร่างบางยืนตัวสั่นท่ามกลางความสะใจของผม แปลกจังที่คราวนี้หมอนั่นไม่เห็นจะปากดีเหมือนตอนอยู่ในเว็บบอร์ดเลย

 

            สงสัยจะเป็นแค่นักเลงคีย์บอร์ดกระจอกๆ เท่านั้นสินะ

 

            “ปะ...ปล่อย...”

 

            เสียงของคนตรงหน้าแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว ผมจึงผละจูบออก ก่อนจะยกมือหนึ่งขึ้นปิดปากเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็รวบข้อมือบางขึ้นสูง แล้วโน้มต่ำลงมาซุกไซร์ซอกคอขาวเนียนของเขา

 

            “ฮือ...อ๊ะ...”

 

            เขาทั้งร้องไห้ทั้งครางกระเส่าออกมาในเวลาเดียวกัน ผมรู้ว่าเขากำลังหวาดกลัว แต่ฮยอกแจก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายของเขากำลังรู้สึกดีที่ได้รับสัมผัสแบบนี้ ผมอุ้มฮยอกแจขึ้นไปนอนบนเตียง ก่อนจะฉีกเสื้อผ้าของเขาขาดเป็นชิ้นๆ

 

            “ไอ้บ้า...ถ้าพ่อฉันกลับมา นายตายแน่!!!”

 

            “วันนี้พ่อนายไปมกโพ มะรืนนี้ถึงจะกลับ” ผมตอบแล้วกระตุกยิ้ม ฮยอกแจจึงเบิกตากว้างทันที

 

            “รู้ได้ยังไง นายเป็นใครอ่ะ...ไอ้วิตถาร...ไอ้เวรเอ๊ย!!!”

 

            ฮยอกแจดิ้นแค่ไหนก็คงสู้แรงผมไม่ได้ ตอนนี้เขาเหลือเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวเท่านั้นที่ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ผมรีบกวาดมองทุกๆ ส่วน มันขาวมากจริงๆ ขาวจนทำผมรู้สึกเหงื่อแตก ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี

 

            ตัวก็ขาว...

 

            หัวนมก็สีชมพูเรื่อ...

 

            ก่อนที่ผมจะตกอยู่ในภวังค์ไปมากกว่านี้ ผมก็จัดการโน้มลงจูบไหปลาร้าสวย เน้นย้ำอยู่หลายครั้งก่อนจะลากต่ำลงมาผ่านหน้าท้องแบนราบและสะโพกสวย ผมทำร่องรอยรักสีกุหลาบอยู่หลายจุดจนสาแก่ใจจนเหลือจุดยุทธศาสตร์จุดสุดท้าย

 

            “อยากรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”

 

            ผมลากมือหนาผ่านขาหนีบของเขาแล้วสัมผัสกับส่วนอ่อนไหวที่ตอนนี้มันตื่นตัวเต็มที่อย่างแผ่วเบา ฮยอกแจบิดสะโพกเร่า ก่อนจะปรือตาลง ทว่าเสียงสั่นๆ ก็ยังถามขึ้น

 

            “นะ...นายเป็นใคร...อ๊า...”

 

            ผมแกล้งขยำเป้ากางเกงของฮยอกแจด้วยความหมั่นเขี้ยว ฮยอกแจร้องลั่นก่อนจะปลดปล่อยน้ำรักสีขาวขุ่นออกมาเปื้อนกางเกงชั้นในเต็มไป ใบหน้าหวานแดงก่ำราวกับอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ในขณะที่ผมอ้าปากค้างด้วยความอึ้ง

 

            ผมยังไม่ได้ทำอะไรเขาเลยนะ

 

            ก็แค่เล้าโลม...

 

            ฮยอกแจขยับตัวหนีขึ้นไปนั่งแอบอยู่บนหัวเตียง ในขณะที่ผมเองก็ยืนขึ้น ก่อนจะหันหลังให้เขาด้วยท่าทางเท่ๆ หลังจากนั้นผมก็เอ่ยขึ้น

 

            “นามแฝงฉันคือ ‘donghae861015’ ไงล่ะ หึหึ”

 

            ผมเดินออกมาจากห้องนั้นด้วยความสะใจทันที ไม่ได้หันไปมองหน้าของฮยอกแจหรอกว่าตอนนี้ทำหน้าแบบไหน แต่คำด่าที่ตะโกนไล่หลังมาก็ชัดเจนเป็นอย่างดี

 

            “ไอ้ควาย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 (อย่าลืมกลับไปคอมเม้นท์ในหน้าฟิคเด็กดีเพื่อให้กำลังใจน้องซีนนะค้า...)