หลงรัก : Chapter 8 ที่แคบ
posted on 19 Jul 2011 00:10 by leeseen
Chapter 8
ที่แคบ
เพราะ ว่าคืนนี้คยูฮยออนจำเป็นต้องทำกิจกรรมที่คณะจนถึงเที่ยงคืน เขาเลยไม่อยากรบกวนให้ซีวอนไปรับ ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่ แต่ในใจก็ยังแอบหวังว่าซีวอนจะโผล่มาเซอร์ไพรส์บ้าง
หากแต่...ไม่มีแม้เงาของร่างสูงเลย
คยู ฮยอนเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะอมยิ้มเมื่อเห็นคนรักนั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ ความน้อยใจเหือดหายไปหมดสิ้นเมื่อเห็นสภาพของคนตรงหน้า ซีวอนคงอ่านหนังสือหนักมากจริงๆ
ขาเรียวเดินเข้าไปใกล้หวังจะปลุก หากแต่กระดาษทดเลขกลับมีแต่ลายมือของซีวอนเต็มไปหมด
“คนบ้าเอ๊ย!” คยูฮยอนสบถเบาๆ ก่อนจะดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาจากแขนแกร่งที่นอนทับไว้ ซีวอนขยับตัวนิดหน่อย แต่ก็เพลียเกินกว่าจะรู้สึกว่ามีใครขโมยกระดาษออกไปจากเขาเสียแล้ว
จะไปรับคยูฮยอนที่คณะดีไหมนะ?
ไป...
ไม่ไป...
มีคำว่าไปและไม่ไปอยู่เต็มกระดาษ ที่มุมด้านหนึ่งมีร่องรอยตัวหนังสือที่ถูกปากกาน้ำเงินขีดทับไปเรียบร้อยแล้ว
ต้องอ่านหนังสือสิซีวอน พรุ่งนี้นายมีสอบนะ
บ้า จริง คยูฮยอนนึกโทษตัวเองที่เอาแต่เห็นแก่ตัวโดยไม่สนใจว่าซีวอนจะต้องเรียนหนัก แค่ไหน แทนที่จะช่วยเป็นกำลังใจให้กับซีวอน คยูฮยอนกลับเอาแต่เรียกร้องในสิ่งที่งี่เง่า
ร่างโปร่งกำลังจะเดินไปรินนมอุ่นๆ มาให้คนรัก มือบางพลิกกระดาษไปมา ก่อนจะวางลงตามเดิม ทว่าข้อความที่อยู่ด้านหลังก็มีอยู่เช่นกัน
คิด ถึงคยูฮยอนจนแทบบ้าอยู่แล้วอ่ะ กิจกรรมที่คณะคยูฮยอนมีบ่อยเกินไปแล้วนะ พอเขาว่าง...เราก็ดันไม่ว่าง จะทำยังไงดี ถ้าเป็นแบบนี้เราสองคนต้องเลิกกันแน่เลย Y_Y
คยู ฮยอนหลุดขำกับสัญลักษณ์ร้องไห้ที่ซีวอนเขียนไว้ท้ายประโยค ปกติซีวอนจะเป็นคนมีมาด คยูฮยอนจึงไม่คิดว่าคนรักจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย
นึกว่าข้อความในกระดาษจะหมดแล้ว แต่มีอีกข้อความหนึ่งที่ถูกมุมกระดาษพับปิดเอาไว้ คยูฮยอนค่อยๆ คลี่กระดาษออก ก่อนจะเบิกตากว้าง
หรือจะขอคยูฮยอนแต่งงานดี...?
ริม ฝีปากสีเชอร์รี่ระบายรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินไปชงนมอุ่นๆ มาให้ซีวอน มือบางสะกิดเบาๆ ที่ต้นแขนแกร่ง ทำให้ซีวอนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย พอเห็นคนรักกลับมาถึงห้องแล้ว ซีวอนก็รีบควานหานาฬิกาบนโต๊ะขึ้นมาดูเวลาทันที
“เที่ยงคืนครึ่ง! คยูฮยอน...กลับมานานแล้วเหรอ?” เขาเอ่ยถามพลางดึงมือของคยูฮยอนไปจับไว้
“ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ไปรับหรอกนะ มีรุ่นพี่เดินมาส่งข้างล่างนะ” ประโยคบอกเล่าธรรมดาทำให้คนฟังหน้าบึ้งตึงในทันที
“รุ่นพี่คนไหน?”
“หลายคน เขาเดินไปส่งน้องปีหนึ่งทุกคนแหละ ไม่ต้องหึงหรอกน่า ฉันรินนมมาให้ ดื่มสิ”
ซีวอนรับนมจากมือบางไปดื่มจนหมดแก้วในคราวเดียว คราบนมสีขาวติดอยู่ตามริมฝีปากจนคยูฮยอนต้องหยิบกระดาษทิชชูมาส่งให้
“ไม่ คิดจะเช็ดให้ฉันหน่อยเหรอ?” ซีวอนเหล่ตาถาม ทำเอาร่างโปร่งที่ยืนอยู่รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งหน้า มือบางจึงกดทิชชูไปที่ริมฝีปากหนา หากแต่ซีวอนกลับเบี่ยงตัวหลบด้วยความรวดเร็ว
“จะให้เช็ดให้ไหมเนี่ย”
“ก็...” ซีวอนบอกพลางส่งสายตาไปที่ริมฝีปากของคยูฮยอน เสียงลมหายใจพ่นออกมาดังฟึดฟัด ก่อนจะโน้มลงมาจูบริมฝีปากของซีวอนเบาๆ
“ไม่ โรแมนติกเอาซะเลย” ซีวอนบ่น ก่อนจะรั้งท้ายทอยสวยเข้าหาตัวเองแล้วประกบริมฝีปากของเขากับคยูฮยอนอีก ครั้ง กลิ่นหอมของนมอุ่นๆ ยังติดอยู่ที่ริมฝีปากของซีวอนอยู่เลย ยิ่งเขาส่งลิ้นร้อนเข้ามาในโพรงปาก คยูฮยอนก็ยิ่งอยากจะตักตวงความหวานจากเรียวลิ้นนั้น
“พะ...พอ แล้ว ฉันไปนอนดีกว่า” คยูฮยอนดังอกแกร่งออกห่าง ยิ่งคิดถึงข้อความในกระดาษ ใบหน้าของเขายิ่งแดงซ่าน พอซีวอนปล่อยมือจากเอวคอดได้เท่านั้น ร่างโปร่งก็รีบกระโดดขึ้นเตียงแล้วหลับตาพริ้มทันที
“คยู ฮยอนใจร้าย มาถึงก็จะหลับหนีกัน” ความอบอุ่นที่แทรกมาจากด้านหลังทำให้คยูฮยอนขดตัวและกระชับผ้าห่มมากยิ่ง ขึ้น ยิ่งซีวอนโอบกอดเขาเอาไว้แบบนี้ คยูฮยอนยิ่งอยากจะนอนอยู่บนเตียงไปนานๆ
“ซีวอนไม่อ่านหนังสือแล้วหรือไง” เสียงหวานถามอู้อี้
“เดี๋ยวค่อยอ่าน ตอนนี้ขอเติมพลังก่อน”
“อ๊ะ!”
เสียง หวานร้องครางเมื่อมือแกร่งสอดเข้าไปในกางเกงผ้า ปลายนิ้วเรียวค่อยๆ ลูบไล้ส่วนอ่อนไหวขึ้นลงช้าๆ ก่อนจะสัมผัสจุดเร้าทำให้คยูฮยอนยิ่งเกร็งแน่นมากยิ่งขึ้น
“ซีวอน ฉัน...เหนื่อย...”
คยู ฮยอนบอกเสียงกระเส่า ทว่าร่างกายของเขากลับบิดเร่าอย่างทรมาน อยากให้ซีวอนช่วยนำพาเขาออกจากความทรมานนี้ ร่างบางพลิกตัวหันกลับไปก่อนจะโอบลำคอของร่างสูงไว้แน่น
“ฉันไม่มีกำลังใจอ่านหนังสือเลยนะ ฉันขอกำลังใจจากคยูฮยอน...ได้ไหม?”
ซี วอนเอ่ยถาม มือหนาเชยคางมนขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะจุมพิตลงไปที่ริมฝีปากอิ่มอย่างนุ่มนวล คยูฮยอนเชิดหน้าขึ้น ตอบสนองกับสิ่งที่ซีวอนมอบให้อย่างเต็มที่
เมื่อ ไรก็ไม่รู้ที่เสื้อผ้าของทั้งสองหลุดไปกองกับพื้น ซีวอนยกเรียวขาของคนรักขึ้นมาพาดบ่าเอาไว้ ก่อนจะแทรกความแข็งแกร่งเข้าไปในร่างกายของคยูฮยอน
สะโพก ผายบิดเร่า มันทั้งคับแน่น อึดอัดและแสนทรมาน แต่ทั้งๆ ที่เขากำลังเจ็บปวดอยู่แบบนี้ กลับอยากให้ซีวอนขยับตัวให้เร็วๆ เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ของเขา
“ฉันรักนาย...อ๊ะ!”
ความ หฤหรรษ์แทรกซึมเข้ามาพร้อมๆ กับสิ่งที่ตอดรัดและทำให้รู้สึกได้อยู่ทุกวินาที เวลาช่างผ่านไปเชื่องช้า คยูฮยอนไม่แน่ใจว่านี่มันเป็นความจริงหรือความฝัน เรียวขาที่พาดไหล่แข็งแรงเอาไว้กำลังตอกย้ำว่าคยูฮยอนเป็นของเขาแล้ว
มันไม่เหมือนครั้งแรกที่ความสุขเจือปนมาพร้อมกับความเศร้า
ครั้งนี้คยูฮยอนรู้สึกราวกับว่าเขาได้เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดของผู้ชายที่ชื่อว่าชเว ซีวอนแล้ว
งาน ศพของพ่อบุญธรรมถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ผู้เป็นแม่กลายเป็นโรคซึมเศร้าและเอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง ถ้าเธอไม่ทะเลาะกับเขาในวันนั้น เขาก็คงไม่ออกไป และเรื่องร้ายๆ แบบนี้มันก็จะไม่เกิดขึ้น
หลังจากพ่อบุญธรรมเสียชีวิตลง ฮันกยองก็กลับเข้าไปเรียนต่อในโรงเรียนอีกครั้ง และยิ่งเป็นเด็กหัวดี จึงสามารถสอบเทียบเกรด 10 และเรียนร่วมกับเพื่อนๆ คนอื่นได้
“ฮันกยอง วันนี้กลับบ้านเลยเปล่าวะ?”
เพื่อน ชายคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลังแล้วกอดคอฮันกยองไว้ สักพักเพื่อนอีกสองคนก็ตามมา ฮันกยองเดินอยู่ตรงกลางจึงยิ่งทำให้ดูโดดเด่นกว่าใครๆ ทั้งหมด
“ฉันว่าจะไปดื่มเบียร์สดแถวๆ นี้ ไปด้วยกันไหมล่ะ?” เสียงทุ้มเอ่ยชวน
“เราเพิ่งอยู่เกรด 10 เองนะเว้ย ถ้าอาจารย์จับได้ พวกเราโดนทำทัณฑ์บนแน่”
หนึ่ง ในสามคนนั้นเอ่ยขึ้นมาด้วยแววตาหวาดๆ เพราะแม้จะเลิกเรียนแล้ว แต่อาจารย์ฝ่ายปกครองก็ยังเดินตรวจตราพฤติกรรมของนักเรียนนอกโรงเรียน และถ้าหากพบว่าใครทำความผิดก็จะถูกเชิญผู้ปกครองมาพบอย่างแน่นอน
“ไปกันเถอะน่า เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง!!!”
ฮัน กยองตบบ่าเพื่อนสองสามที ก่อนจะเดินนำออกไปยังร้านประจำที่เขาชอบไปนั่ง ร้านนี้มีห้องส่วนตัวที่ฮันกยองมักจะมาใช้บริการเป็นพิเศษ มันเป็นร้านเบียร์สดที่ค่อนไปทางผับเสียมากกว่า
ใน ระหว่างที่ดื่มเบียร์อยู่นั้น ฮันกยองรู้สึกว่าพนักงาหญิงมักจะผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาบริการในห้องของเขา อย่างไม่ซ้ำหน้า และทุกคนต่างก็จ้องหน้าฮันกยองด้วยความรู้สึกบางอย่าง
“ไอ้ฮันกยอง ทำไมแกเสน่ห์แรงกับผู้หญิงพวกนั้นจังเลยวะ”
เพื่อน ในกลุ่มเอ่ยถามพลางกดเบียร์ออกจากทาวเวอร์ แล้วส่งต่อให้กับคนอื่น ฮันกยองเงยหน้าขึ้น ในมือแกร่งถือเครื่องดื่มสีอำพันเอาไว้พลางแกว่งไปมา ขาเรียวยกขึ้นมาไขว่ห้าง ก่อนจะเอนหลังไปพิงกับโซฟาด้วยท่าทางสบายๆ
“พวกแกก็อย่าไปมองหน้าเธอสิวะ มองที่หน้า มันดูอ่อน!”
“อ้าว...ก็ที่นี่เขาคัดมาแต่หน้าตาสวยๆ ถ้าไม่มองหน้าจะให้มองที่ไหน”
“ก็มองที่...”
ยัง ไม่ทันที่ฮันกยองจะพูดจบ พนักงานสาวอีกคนก็เดินเข้ามาในห้อง เธอโน้มตัววางอาหารที่พวกเขาสั่งไปก่อนหน้านี้ เผยให้เห็นหน้าอกขาวอวบที่ล้นทะลักออกมาจากเสื้อเกาะอกสีดำสนิท
ฮัน กยองค่อยๆ มองจากเรียวขาของเธอ ผ่านขึ้นไปยังหน้าอกนั้นด้วยแววตากรุ้มกริ่ม เธอเอียงคอหลบอย่างอายๆ ก่อนจะหันมาสบสายตากับฮันกยองอีกครั้ง
“รับอะไรเพิ่มไหมคะ?” เสียงหวานมีจริตเอ่ยถาม ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งจับผมขึ้นทัดหู เผยให้เห็นลำคองามระหง
“ขอเบอร์ของพี่สาวได้ไหมล่ะครับ”
ฮัน กยองบอกพลางเอื้อมมือไปจับมือเรียวของเธอเอาไว้ เขาใช้นิ้วลูบผ่านเบาๆ ที่หลังมือบาง เรียกความเสียวซ่านให้ลุกซู่ไปทั้งร่างกายของเธอ แม้กฎระเบียบของที่นี่จะห้ามแจกเบอร์โทรศัพท์ แต่กับฮันกยองที่รูปร่างสูงโปร่งและหล่อเหลากว่าเด็กวัยเดียวกันแล้ว เธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะมอบเบอร์โทรศัพท์ให้อย่างง่ายดาย
“แล้ว พี่จะรอนะคะ” เธอบอกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ฮันกยองส่งกระดาษที่มีเบอร์โทรของพนักงานคนนั้นให้กับเพื่อน ก่อนจะวางเงินไว้บนโต๊ะจำนวนหนึ่งแล้วเดินออกไปจากร้าน
เขาเห็นใครบางคนที่มีใบหน้าสวยงามกว่าพนักงานในร้านหลายเท่านัก
เพียง แค่หันไปยิ้มบางๆ แล้วเดินนำออกมาจากร้าน ขาเรียวของคนที่ฮันกยองว่าก็ก้าวฉับๆ ตามเขามาอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากหยักยิ้มร้าย ก่อนจะหันไปช้าๆ แล้วเอียงคอถาม
“ตามผมมาทำไมครับ?”
“น้อง...สนใจจะเข้าวงการบันเทิงหรือเปล่า”
อ๋อ...พวก แมวมองสินะ เขาไล่มองจากกางเกงขาเดฟสีดำ กับเสื้อสีเทาตัวใหญ่ ทั้งๆ ที่เป็นเสื้อผ้าธรรมดา แต่กลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูน่าค้นหา
ใบหน้าที่สวยหวานเหมือนผู้หญิงล่ะมั้งที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูมีเสน่ห์ต่างจากคนอื่นๆ หรือบางทีอาจจะเป็นแววตามั่นใจแบบนั้น
“ครอบครัวผมมีเงินอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าวงการ”
เสียง ทุ้มตอบอย่างถือตัว ก่อนจะเดินไปโบกแท็กซี่แล้วขึ้นไปนั่ง ทว่ายังไม่ทันจะปิดประตู มือเรียวก็กระชากประตูไว้แล้วกระโดดตามขึ้นรถมาอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย! ตามขึ้นมาทำไมเนี่ย?” ฮันกยองร้องเสียงหลง ก่อนจะขยับตัวไปนั่งชิดอีกฝั่ง หากแต่คนสวยก็กระเถิบตาม ทำเอาคนที่กำลังหนีลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ
มันก็แค่แผนการอย่างหนึ่งที่ล่อให้เหยื่อมาติดกับ...
“ฉัน ชื่อคิม ฮีชอลนะ” เสียงหวานเอ่ยบอกพลางฉีกยิ้มกว้าง มือเรียวหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้เด็กหนุ่มหน้าคม ฮันกยองรับไว้ ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ผมฮันกยอง”
“ว้าว! ชื่อเพราะแบบนี้ต้องมีคนสนใจนายมากแน่ๆ”
“ก็ บอกแล้วไงว่าผมไม่อยากทำงานในวงการบันเทิง” ฮันกยองย้ำเจตนารมณ์ของตัวเองอีกรอบ ทว่าเจ้าของชื่อคิม ฮีชอลกลับแตะแขนแกร่งอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงขอร้อง
“ลองสักหน่อยเถอะน่า คิดเสียว่าหาอะไรทำแก้เครียดก็ได้ ก็แค่ทำงาน...ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณาเบาๆ อ่ะ”
ฮันกยองเงียบลง ปรายตามองคนแปลกหน้าแวบหนึ่ง ดูจากหน้าตาก็ไม่น่าจะอายุเกิน 25 ปี แต่ท่าทางและคำพูดจากลับดูเหมือนคนมีอายุที่ผ่านโลกมามากมาย
“ว่าไงล่ะ นะฮันกยอง...ไปอยู่โมเดลลิ่งฉัน รับรองว่ามีอะไรสนุกๆ ให้เธอเรียนรู้เยอะเลย”
“สนุกๆ เหรอ?” เสียงเย็นๆ เอ่ยถามขึ้น
“อะ...อื้อ”
ฮีชอล ตอบออกไปอย่างไม่เท่าทันอีกฝ่าย ฮันกยองบอกให้คนขับจอดรถไว้หน้าปากซอยบ้านของเขา ก่อนจะเดินเข้าไปลึกเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่ได้ตอบคำถามจากเจ้าของโมเดลลิ่งคนนั้นเลยแม้แต่นิด
“ฮันกยอง สรุปนายสนใจหรือเปล่า ฉันไม่เคยตามตื๊อใครมากเท่านี้มาก่อนเลยนะ”
ฮีชอลถ เดินตามร่างโปร่งของเด็กหนุ่มเข้าไปในซอยเปลี่ยวเรื่อยๆ ความจริงแล้วบ้านของฮันกยองไม่ได้อยู่ทางนี้ ถ้าหากขับเข้าอีกด้านของซอยก็จะเจอบ้านหลังใหญ่ของเขาอยู่ติดถนน
ฮันกยองแค่อยากจะประวิงเวลาเอาไว้
เพราะเข้าซอยจากฝั่งนี้มันทั้งเปลี่ยว ทั้งชวนตื่นเต้น จะทำอะไรก็สะดวกไปหมด
“ฮันกยอง!” ฮีชอลร้องเรียกเมื่อเห็นว่าเขาถูกพาเข้ามาในซอยเปลี่ยวมากแล้ว มีแต่กำแพงหลังบ้านของคนรวยๆ และต้นไม้รกครึ้ม เวลากลางคืนที่เงียบสงัด ไม่มีใครเดินออกมาเพล่นพล่านบริเวณนี้เลยสักคน
“ผม ชอบอะไรสนุกๆ มากเลยรู้ไหม” ฮันกยองว่าพลางฉุดข้อมือเรียวของฮีชอลให้หายเข้าไปแนบชิดกับข้างกำแพง เขาดันแผ่นหลังบางแนบชิดกับกำแพงชื้น กลิ่นอับๆ ทำให้ฮีชอลยู่หน้า เมื่อหันไปเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่ม ริมฝีปากมีอำนาจก็บดเบียดแนบชิดกับเรียวปากนุ่มของเขาเสียแล้ว
“อื้อ...จะทำอะไรน่ะ?” ฮีชอลถามพลางใช้เรี่ยวแรงที่มีอยู่ดันอกแกร่งออกห่าง
“ก็หาอะไรสนุกๆ ทำไงล่ะ”
“แต่ฉันไม่ได้หมายถึงอะไรแบบนี้นะ อ๊ะ!”
“งั้น เหรอ? แต่ผมเข้าใจเป็นแบบนี้” ฮันกยองกระตุกยิ้มมุมปากอย่างน่ากลัว ก่อนจะต่อยท้องฮีชอลจนเสียงหวานเงียบหายไปในลำคอ ร่างโปร่งทรุดลงไปนั่งกับพื้น ในขณะที่มือแกร่งของฮันกยองกลับบีบบั้นท้ายสวยไว้อย่างมันมือ
“ป...ปล่อย ...” ฮีชอลร้องขอความเมตตา ทว่ากางเกงขายาวของเขาถูกฉีกขาดหลุดลุ่ยอย่างไม่มีชิ้นดี ฮันกยองพรมจูบไปทั่วทั้งเรือนกายหอมหวาน แม้จะอายุต่างกันหลายปี แต่กลิ่นหอมของคนตรงหน้าช่างยั่วยวนอารมณ์ของเขาเหลือเกิน
ไม่เคยมีใครทำให้ฮันกยองปรารถนาขนาดนี้มาก่อน
เขา อยากจะครอบครองร่างกายนี้แทบบ้า มันไม่ใช่ความแค้นที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่มันเป็นความร้อนรุ่มของเด็กหนุ่มที่มีความต้องการทางเพศรส
“อ่ะ...อ๊า ...” เสียงฮีชอลกรีดร้องลั่นเมื่อความแข็งแรงของคนตรงหน้าแทรกตัวเข้ามาในร่างกาย ของตนเอง มันทั้งเสียวซ่านและให้ความหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของฮีชอลที่มีอะไรกับคนแปลกหน้า
เพียง แต่ว่าสถานที่มันออกจะโจ่งแจ้งต่อสายตาผู้คนมากไปหน่อย แม้ว่าจะไม่มีใครสักคนเดินผ่านมา แต่มันก็สร้างความหวาดระแวงให้กับคนสวยอยู่ไม่น้อย
ฮัน กยองดึงแก่นกายออกมาช้าๆ ก่อนจะกระแทกกระทั้นเข้าไปเต็มแรง สะโพกสวยบิดเร่า เล็บยาวจิกที่แผ่นหลังกำยำไว้แน่นเพื่อบอกต่อถึงความทรมานที่ตัวเองได้รับ ทั้งมีความสุขสม ทั้งมีความตื่นเต้น
แม้ในใจจะรู้สึกว่าแววตาของเด็กหนุ่มคนนี้มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ก็ตาม
อารมณ์ ของพวกเขามันกำลังบอกให้กระทำสิ่งนี้ให้มันเสร็จๆ ไป ฮีชอลปรือตาขึ้นมาอย่างเสียวซ่าน ก่อนจะถูกมือแกร่งของฮันกยองปล่อยให้ร่างบอบบางเป็นอิสระ แล้วของเหลวใสก็ถูกปลดปล่อยออกมาจนส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ฮันกยองยัดกายลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนจะใส่กางเกงให้เรียบร้อย เขาเดินจากไปโดยทิ้งให้ฮีชอลนอนหมดแรงอยู่ที่เดิมอย่างไม่ใยดี
สอง สามวันที่ผ่านมานี้ ฮยอกแจต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ในตอนกลางวันเขาต้องมานั่งดูมารหัวขนที่มันทำลายชีวิตเขานอนหลับสบายใจอยู่ บนเตียงคนป่วย พอตกกลางคืนเขาก็ต้องไปที่ไนต์คลับเพื่อใช้ร่างกายแลกเงินมาเป็นค่ารักษา พยาบาลให้กับมัน
“ฉันจะไม่ปล่อยให้แกตายง่ายๆ หรอก แกยังไม่ได้ชดใช้สิ่งที่ทำไว้กับฉันเลย”
ฮยอกแจพูดกับร่างของเด็กน้อยด้วยที่เสียงเย็นสนิท วูบหนึ่งของแววตาฉายความเป็นห่วงออกมาชัดเจนเมื่อลมหายใจของทงเฮส่งเสียงดังฮืดฮาด
“จะเกิดมาให้เหมือนคนปกติก็ไม่ได้ ทำไมจะต้องมีโรคประจำตัวด้วย”
“ฮึก...ปะป๊า...ปะป๊า...”
เสียง ละเมอดังขึ้นมาจากเด็กชาย แขนเล็กๆ ไขว่ขว้าอากาศตรงหน้าเอาไว้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฮยอกแจคงจะถลาเข้าไปกอดลูกชายเอาไว้แน่น หากแต่ตอนนี้สายตาของเขากลับมีแต่ความเกลียดชังเท่านั้น
เขา ไม่ใช่พ่อของเด็กนี่อีกแล้ว เมื่อมันฟื้นขึ้นมา ฮยอกแจจะทรมานมันให้สาแก่ใจ ก่อนจะส่งตัวคืนไปให้แม่ของมัน ผู้ซึ่งเป็นตัวต้นเหตุทำลายชีวิตของเขา
“ฮือๆ ปะป๊า...อย่าทิ้งทงเฮไป”
มือ น้อยๆ คว้าท่อนแขนแกร่งของผู้เป็นพ่อได้ก็ดึงไปกอดไว้แน่น ฮยอกแจอยากจะสลัดออกเหลือเกิน แต่ทำไมกัน ทำไมแขนเขาถึงไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ เลยสักนิด เขาอยากจะใช้ฝ่ามือหนาของเขาอุดปากอุดจมูกมารหัวขนให้มันตายๆ ไป
แต่น้ำตาของทงเฮกลับทำให้ตาคมของฮยอกแจฉายแววเศร้า
ทำไมเขาต้องมารักเด็กนี่เหมือนลูกแท้ๆ ด้วย เขาอายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น มันควรจะเป็นวัยที่เขาได้ใช้ชีวิตให้มีความหมายเมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ แต่ตอนนี้ฮยอกแจรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกนรกทั้งเป็น
นรกที่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งเป็นคนสร้างมันขึ้นมา
“ปะ ป๊า...” เสียงเล็กๆ ค่อยๆ หายไป น้ำตาเกาะอยู่ที่แพรขนตาคู่สวย ฮยอกแจอยากจะเอื้อมมือไปซับน้ำตาให้ลูกเหลือเกิน แต่เมื่อเอื้อมมือไปแล้ว กำปั้นแข็งแรงกลับกำแน่นจนมันเจ็บปวดไปหมด เขากระชากมือที่ทงเฮจับเอาไว้ออกมา ก่อนจะจ้องเด็กน้อยอย่างเดียดฉันท์
“คงมีความสุขที่ทำลายชีวิตฉันได้สินะ ฉันเกลียดแกๆๆ”
ฮยอก แจตะโกนลั่นอย่างโมโห มือหนาฟาดไปที่ขอบเตียงเหล็กหลายครั้งจนมือของเขาเจ็บปวดไปหมด น้ำตามากมายเอ่อไหลออกมาเต็มหน้าคม เขาไม่ได้ร้องไห้เพราะความเสียใจ แต่เขาเจ็บใจที่ตัวเองเป็นคนโง่ได้มากขนาดนี้
ถ้าหากคืนนั้นฮยอกแจใจร้ายสักนิด
ถ้า หากเขาหันหลังให้เด็กคนนั้นแล้วเดินหนีออกมา เขาก็คงจะไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างน่าอนาถใจได้เท่านี้ เขาต้องถูกสังคมดูถูกเหยียดหยาม เพื่อนรุ่นเดียวกันคงได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ คงมีชีวิตที่มีความสุข แต่เขาต้องมาจมปรักกับเด็กเลวๆ อย่างทงเฮ
เขาเกลียดทงเฮ...เกลียดจนอยากจะเห็นมันตายไปต่อหน้าต่อตาของเขา
แสง แดดที่ทอลอดผ้าผ่านเข้ามาทำให้เด็กชายลืมตาขึ้น หลังมือเล็กๆ ยกขึ้นมาขยี้ตาถี่ ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะผู้เป็นพ่อที่ฟุบหลับอยู่ข้างๆ
“ปะป๊า...ทงเฮอยากกลับบ้าน ฮือๆ ปะป๊า...”
ทงเฮ ร้องไห้งอแงเมื่อรู้ว่าที่ที่ตื่นมาไม่ใช่บ้านที่คุ้นเคย ฮยอกแจสะดุ้งตื่นขึ้น ก่อนจะถอนหายใจโล่งอกที่ลูกชายของเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว ทว่าพอจะยื่นมือไปลูบใบหน้าของลูก มือหนากลับต้องชะงักไว้
ฮยอกแจจ้องมองทงเฮนิ่ง ในขณะที่เด็กชายกลับส่งยิ้มกลับมาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
“ปะป๊า...”
“อย่ามาเรียกฉันว่าปะป๊า!”
ฮยอก แจยืนขึ้นแล้วถอยหลังออกห่าง เด็กน้อยนั่งอึ้งด้วยความตกใจ อยากจะปีนลงจากเตียงไปหาผู้เป็นพ่อ ทว่าฮยอกแจกลับถอยกรูดหนีห่างอย่างรวดเร็ว
“ฮึก...ปะป๊าฮะ...”
“บอกว่าอย่าเรียกไงล่ะ แกไม่ใช่ลูกฉัน ฉันยังไม่มีลูก ไม่...แกมันมารหัวขน นรกส่งเด็กอย่างแกมาเกิดได้ยังไง อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ”
“ฮือๆ ปะป๊าของทงเฮ”
เด็ก น้อยกระโดดลงจากเตียง ก่อนจะเสียหลักหกล้มไปนั่งกองกับพื้น ฮยอกแจทำท่าจะเข้าไปช่วย แต่ก็ใจแข็งยืนอยู่นิ่งเฉย ทงเฮเจ็บขา เขาลุกขึ้นยืนไม่ได้เลย เด็กน้อยได้แต่คลานไปเกาะขาผู้เป็นพ่อไว้แน่น
“ปะป๊าอย่าทิ้งทงเฮไปนะฮะ ทงเฮกลัว...”
“ออกไปจากตัวฉันนะ ฉันเกลียดแกอี ทงเฮ ได้ยินไหมว่าฉันเกลียดแก”
“ทงเฮเป็นลูกของปะป๊า ปะป๊าโกรธที่ทงเฮปั่นจักรยานใช่ไหมฮะ ทงเฮจะเป็นเด็กดี ทงเฮจะไม่ดื้ออีกแล้ว ปะป๊า...ฮือๆ”
“แกไม่ใช่ลูกฉัน ออกไป!” ฮยอกแจสลัดขาจนเด็กน้อยกระเด็นออกห่าง สำนึกของทงเฮบอกว่าผู้ชายคนนี้คือผู้ที่อุ้มชูเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็กๆ คือคนที่ป้อนข้าวป้อนน้ำเขา คือคนที่สอนให้ทงเฮหัดเดิน หัดพูด คือคนที่อยู่ข้างทงเฮเสมอไม่ว่าทงเฮจะผิดหรือถูก
แล้ววันนี้ทำไมเขาถึงบอกว่าไม่ใช่พ่อของทงเฮ
“ปะป๊าเกลียดทงเฮ ฮือๆ”
“ใช่! จำเอาไว้ว่าฉันเกลียดแก ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเกลียดใครเท่าแกอีกแล้วอี ทงเฮ แกมันเลว แกจะเกิดมาทำไมกันห๊ะ!”
นิ้ว เรียวผลักหน้าผากของเด็กชายจนหงายหลังไปนอนกับพื้น ก่อนที่ขายาวจะก้าวฉับๆ เดินออกไปจากห้อง ฮยอกแจอยากจะเป็นคนใจร้ายให้มากกว่า อยากจะพูดจาทำร้ายจิตใจผู้ที่เป็นดั่งดวงใจของเขา
เพื่อให้สมองลืมไปว่า...เขาเคยรักทงเฮมาเพียงใด
แต่ถึงสมองจะลืม แต่ฮยอกแจก็ยังจำได้ว่าทงเฮคือลูกชายที่เขารัก
ฮยอกแจรักลูกด้วยจิตวิญญาณ รักด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี
“ปะป๊า...อย่าไปนะฮะ”
ทงเฮ เดินกะเผลกไปเกาะขาของผู้เป็นพ่อแน่น ฮยอกแจยืนนิ่ง ก่อนจะคว้าข้อมือบางมาบีบไว้แน่น ทงเฮน้ำหูน้ำตาไหลเต็มไปหมด ดวงตาคู่สวยแดงก่ำและมีน้ำตาไหลออกมาตลอดเวลา
ต่อให้ปะป๊าจะโกรธจะเกลียดเขาอย่างไร
ทงเฮก็ยังสำนึกรู้ว่าเขาเป็นลูกชายของปะป๊าฮยอกแจ
“ฮึก...ทงเฮกลัว...”
“อยากไปกับฉันนักใช่ไหม ได้...งั้นก็ไปกันเลย ไปตายพร้อมๆ กันเลย”
ฮยอก แจฉุดลูกชายนอกสายเลือดออกไปตามทางเดินของโรงพยาบาล ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ตอนนี้ไม่มีพยาบาลอยู่สักคน เขาจึงสามารถพาทงเฮหนีออกจากโรงพยาบาลได้
ฮยอก แจขับรถกลับไปยังบ้านของจองซู วันนี้จองซูต้องออกไปทำธุระเรื่องโรงเรียนใหม่ของหลานชาย จึงไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ พอถึงบ้านก็เดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้านโดยมีทงเฮวิ่งเกาะชายเสื้อของปะป๊าอยู่ไม่ห่าง
“ปะป๊าหายโกรธทงเฮนะฮะ”
เด็ก ชายส่งเสียงอ้อนวอนเบาบาง ทงเฮยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เขารู้เพียงว่าฮยอกแจคือพ่อของเขา คือพ่อที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
พ่อ...ก็ยังเป็นพ่อ
“อย่าเอามือสกปรกของแกมาแตะต้องตัวฉัน”
ฮยอก แจบอกเสียงเรียบตึง นัยน์ตาสีนิลหันไปมองกรอบรูปถ่ายที่แขวนอยู่เต็มห้อง เขาคว้ามันออกมาแล้วเขวี้ยงทิ้งลงพื้นอย่างแรง มันแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี เหมือนกับหัวใจของเขาในตอนนี้
“ปะป๊าไม่รักทงเฮ ฮือๆ”
“ใช่! ฉันไม่รักแก เพราะอะไรรู้ไหม...เพราะแกมันไม่ใช่ลูกชายของฉันไง”
“ทำไมล่ะฮะ ทำไม...”
เด็ก น้อยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ นั่นจึงทำให้ฮยอกแจกำหมัดแน่นขึ้นไปอีก เขาตัวสั่นไปด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะขนเสื้อผ้าทั้งหมดของทงเฮออกมาจากตู้แล้วฉีกขาดจนหมดสิ้น ทงเฮวิ่งไปเกาะแขนของคนเป็นพ่อเอาไว้ ก่อนจะพร่ำบอกคำว่ารักอยู่เรื่อยไป
“แม่ของแกมันเป็นผู้หญิงแพศยา มันหลอกให้ฉันรับผิดชอบแก ถ้าแกไม่เกิดมาสักคน ฉันก็ไม่ต้องตกนรกแบบนี้ แกรู้ไหมว่าทำให้ฉันเจ็บแค่ไหน”
“ฮือๆ ทงเฮเป็นลูกของปะป๊าไม่ใช่เหรอฮะ”
เด็กน้อยเอ่ยถามเสียงเครือ มือเล็กๆ ยื่นส่งมาให้ผู้ที่เขาคิดว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้า ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ถ้าทงเฮทำผิดไป ปะป๊าก็ตีทงเฮสิฮะ”
ฮยอก แจทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง สองพ่อลูกต่างมองหน้ากันแล้วร้องไห้ ทงเฮอยากจะเข้ามากอดปะป๊าเหลือเกิน แต่แววตาของผู้เป็นพ่อไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว มันเป็นแววตาที่มีแต่กองไฟลุกโชนอยู่ในนั้น เป็นแววตาที่ทำให้ทงเฮหวาดกลัว
“ถ้าปะป๊าทำโทษทงเฮแล้ว ปะป๊ารักทงเฮเหมือนเดิมได้ไหมฮะ”
คำขอร้องของเด็กชายตรงหน้าทำให้ฮยอกแจโกรธ เขากระชากทงเฮเข้าหาตัวก่อนจะฟาดฝ่ามือไปเต็มแรงเงื้อมือขึ้นขึ้นสูง
ทงเฮ หลับตาแน่นปี๋ เพียงแค่คิดว่าจะต้องถูกตีในอีกไม่ช้า น้ำตาอุ่นก็ไหลออกมาเป็นสาย ตั้งแต่ทงเฮเกิดมา ฮยอกแจไม่เคยตีลูกชายเลยสักครั้ง แม้แต่ความคิดที่จะตีทงเฮก็ไม่เคยมี
แต่ ตอนนี้ทงเฮไม่ใช่ลูกของเขาอีกต่อไปแล้ว ฝ่ามือหนาฟาดลงไปที่เนื้ออ่อนๆ อย่างเต็มแรง เสียงเนื้อกระทบกันดังลั่นพร้อมกับคำด่าทอมากมายที่ออกมาจากปากของฮยอกแจ
“ฉันจะตีให้แกตายเลย แกมันสมควรที่จะตายด้วยมือของฉัน เพราะแกทำให้ชีวิตฉันตายทั้งเป็น อย่าอยู่เลยอี ทงเฮ!”
“ฮือๆ ปะป๊า...ฮือๆ”
ทงเฮ เอาแต่ร้องไห้ ฮยอกแจฟาดฝ่ามือครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งฟาดแรงเท่าไรทงเฮก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นเท่านั้น แต่ฝ่ามือของเขาก็ยังไม่หยุด มันยังไม่สมกับความเจ็บปวดที่ฮยอกแจได้รับเลย
อี ทงเฮจะต้องได้รับบทเรียน
“ฮือๆ พอเถอะฮะ ปะป๊า...พอแล้ว...”
ทงเฮร้องขอผู้เป็นพ่อ ทว่าฮยอกแจกลับฟาดฝ่ามือหนาให้หนักมากขึ้นไปอีก ฝ่ามือทั้งบวมทั้งแดง ริมฝีปากหยักก็ด่าทอคนเป็นลูกไม่หยุด
“แกมันลูกของผู้หญิงชั้นต่ำ แกมันเกิดมาจากนรก ฉันเกลียดแก”
“ปะป๊า...”
ทงเฮสะบัดแขนของตัวเองออกจากคนเป็นพ่อ ฮยอกแจจะคว้าแขนลูกชายมาตีอีกครั้ง หากแต่ทงเฮกลับกระเถิบตัวถอยหนีไปติดตู้เสื้อผ้า
ร่าง กายของเด็กน้อยยังคงขาวเนียนเช่นเดิม ไม่มีรอยนิ้วมือของฮยอกแจอยู่บนร่างกายของทงเฮเลยสักนิด ที่ท่อนแขนของฮยอกแจต่างหากที่ถูกตีจนมันห้อเลือด รอยนิ้วมือและรอยเลือดมากมายเห่อแดงเต็มท่อนแขน ทงเฮร้องไห้จ้าแล้วเอ่ยถามคนเป็นพ่อ
“ปะป๊า...เจ็บไหม?”
“แกไม่ต้องมาเรียกฉันแบบนี้ ฉันสะอิดสะเอียนจะตายอยู่แล้ว”
ฮยอกแจลุกขึ้นยืน ก่อนจะจับทงเฮยัดเข้าไปในตู้เสื้อผ้าแล้วใช้หลังดันประตูเอาไว้ไม่ให้เด็กน้อยออกมาได้อีกเลย
“ฮือๆๆ ปะป๊าปล่อยทงเฮออกไปนะฮะ ทงเฮกลัว...”
ฮยอก แจนั่งพิงตู้เสื้อผ้าอย่างหมดแรง ทงเฮทุบกำปั้นเล็กๆ มาเป็นระยะ แต่ฮยอกแจกลับยกมือหนาขึ้นปิดปากแล้วร้องไห้ ทำไมทงเฮถึงไม่เกิดเป็นลูกชายของเขา ทำไม...
ทงเฮจะเป็นลูกของผู้หญิงเลวทรามที่ไหนก็ได้
แต่ ทำไมอี ทงเฮที่เขารักถึงไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ ของเขา แล้วแบบนี้ฮยอกแจจะอยู่กับลูกชายอย่างบริสุทธิ์ใจได้อย่างไร ความจริงที่ว่าทงเฮไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขามันจะจางหายไปได้อย่างไร
มันเหมือนบาดแผลที่ไม่มีวันหาย...
“ฮึก...ปะป๊า...ทงเฮหายใจไม่ออก”
ปัง! ปัง!
เด็ก น้อยยังคงทุบตู้เสื้อผ้าอย่างทุรนทุราย ฮยอกแจกลั้นเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ ในตู้เสื้อผ้ามันทั้งมืดทั้งแคบ ทงเฮคงจะหวาดกลัวไปต่างต่างนานา
แต่ทำไมฮยอกแจจะต้องไปสนใจด้วย ในเมื่อทงเฮไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว
“ปะป๊าฮะ ทงเฮรักปะป๊าที่สุด”
“...”
“ปะป๊าจะไม่รักทงเฮก็ได้ ทงเฮไม่เป็นลูกชายของปะป๊าแล้วก็ได้ แต่ปะป๊าอย่าเกลียดทงเฮได้ไหมฮะ ฮือๆ”
ฮยอก แจร่ำไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด ยิ่งทงเฮบอกว่าจะไม่เป็นลูกชายของเขาแล้ว ฮยอกแจยิ่งรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา เขายิ่งยกมือปิดปากแน่นเท่าไร เสียงสะอื้นไห้มันก็เล็ดลอดออกมาอย่างน่ารังเกียจมากขึ้นเท่านั้น
แม้สายเลือดจะไม่ใช่...
แต่หัวใจก็ยังตอกย้ำว่า...ทงเฮคือลูกชายคนเดียวของเขา
“ฮืด...ปะ...ป๊า...”
ทงเฮ ส่งเสียงหายใจฮืดฮาดอย่างน่ากลัว อาการหอบหืดที่แทรกซ้อนมากับโรคภูมิแพ้กำลังกำเริบ ฮยอกแจกำลังต่อสู้กับความแค้นที่สุมอยู่ในอกของตัวเอง กับความรักที่มีให้กับลูก
“ฮืด...ปะ...ฮืด...”
เสียง ร้องไห้ค่อยๆ เงียบหายไป ฮยอกแจรีบเปิดตู้ออกในทันที ทงเฮหมดสติไปแล้ว ร่างของเด็กน้อยที่พิงประตูตู้เอาไว้เอนลงมานอนบนตักเขา ฮยอกแจรีบนำถังออกซิเจนขนาดเล็กออกมาช่วยชีวิตทงเฮเอาไว้ เด็กน้อยหายใจรุนแรงมากขึ้น ฮยอกแจบีบมือของทงเฮไว้แน่น ริมฝีปากพร่ำบอกไม่ให้ลูกชายเป็นอะไร
“ปะป๊าขอโทษ...ปะป๊ารักทงเฮ ฮือๆๆ ทงเฮ...ได้ยินไหม? ปะป๊ารักทงเฮนะครับ”
“ฮืด...” ทงเฮสูดออกซิเจนเข้าไปจนเต็มปอด คนเป็นพ่อร่ำไห้กอดลูกชายไว้แน่น
ทงเฮเป็นลูกของเขา
ฮยอกแจปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...อี ทงเฮคือลูกชายของเขา
Talk with Lee Seen
แต่งไปร้องไห้ไป เพ้อเจ้อมากกกกกก
เรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนเม้นท์แฮะ สงสัยจะไม่ได้ทวง
แต่แหม! บางทีคนอ่านก็ใจร้ายเกินไปนะคะ ฮ่าๆๆๆ
ตอนนี้ยาวกว่าทุกตอนเลย...(จริงๆ)
ยังไงก็...ขอกำลังใจในการแต่งตอนต่อไปของลีซีนด้วยนะค้า...