หลงรัก : Chapter 8 ที่แคบ

posted on 19 Jul 2011 00:10 by leeseen

 

Chapter 8

ที่แคบ

 

            เพราะ ว่าคืนนี้คยูฮยออนจำเป็นต้องทำกิจกรรมที่คณะจนถึงเที่ยงคืน เขาเลยไม่อยากรบกวนให้ซีวอนไปรับ ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่ แต่ในใจก็ยังแอบหวังว่าซีวอนจะโผล่มาเซอร์ไพรส์บ้าง

 

            หากแต่...ไม่มีแม้เงาของร่างสูงเลย

 

            คยู ฮยอนเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะอมยิ้มเมื่อเห็นคนรักนั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ ความน้อยใจเหือดหายไปหมดสิ้นเมื่อเห็นสภาพของคนตรงหน้า ซีวอนคงอ่านหนังสือหนักมากจริงๆ

 

            ขาเรียวเดินเข้าไปใกล้หวังจะปลุก หากแต่กระดาษทดเลขกลับมีแต่ลายมือของซีวอนเต็มไปหมด

 

            “คนบ้าเอ๊ย!” คยูฮยอนสบถเบาๆ ก่อนจะดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาจากแขนแกร่งที่นอนทับไว้ ซีวอนขยับตัวนิดหน่อย แต่ก็เพลียเกินกว่าจะรู้สึกว่ามีใครขโมยกระดาษออกไปจากเขาเสียแล้ว

 

            จะไปรับคยูฮยอนที่คณะดีไหมนะ?

 

          ไป...

 

          ไม่ไป...

 

          มีคำว่าไปและไม่ไปอยู่เต็มกระดาษ ที่มุมด้านหนึ่งมีร่องรอยตัวหนังสือที่ถูกปากกาน้ำเงินขีดทับไปเรียบร้อยแล้ว

 

            ต้องอ่านหนังสือสิซีวอน พรุ่งนี้นายมีสอบนะ

 

            บ้า จริง คยูฮยอนนึกโทษตัวเองที่เอาแต่เห็นแก่ตัวโดยไม่สนใจว่าซีวอนจะต้องเรียนหนัก แค่ไหน แทนที่จะช่วยเป็นกำลังใจให้กับซีวอน คยูฮยอนกลับเอาแต่เรียกร้องในสิ่งที่งี่เง่า

 

            ร่างโปร่งกำลังจะเดินไปรินนมอุ่นๆ มาให้คนรัก มือบางพลิกกระดาษไปมา ก่อนจะวางลงตามเดิม ทว่าข้อความที่อยู่ด้านหลังก็มีอยู่เช่นกัน

 

            คิด ถึงคยูฮยอนจนแทบบ้าอยู่แล้วอ่ะ กิจกรรมที่คณะคยูฮยอนมีบ่อยเกินไปแล้วนะ พอเขาว่าง...เราก็ดันไม่ว่าง จะทำยังไงดี ถ้าเป็นแบบนี้เราสองคนต้องเลิกกันแน่เลย Y_Y

 

            คยู ฮยอนหลุดขำกับสัญลักษณ์ร้องไห้ที่ซีวอนเขียนไว้ท้ายประโยค ปกติซีวอนจะเป็นคนมีมาด คยูฮยอนจึงไม่คิดว่าคนรักจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย

 

            นึกว่าข้อความในกระดาษจะหมดแล้ว แต่มีอีกข้อความหนึ่งที่ถูกมุมกระดาษพับปิดเอาไว้ คยูฮยอนค่อยๆ คลี่กระดาษออก ก่อนจะเบิกตากว้าง

 

            หรือจะขอคยูฮยอนแต่งงานดี...?

 

          ริม ฝีปากสีเชอร์รี่ระบายรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินไปชงนมอุ่นๆ มาให้ซีวอน มือบางสะกิดเบาๆ ที่ต้นแขนแกร่ง ทำให้ซีวอนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย พอเห็นคนรักกลับมาถึงห้องแล้ว ซีวอนก็รีบควานหานาฬิกาบนโต๊ะขึ้นมาดูเวลาทันที

 

            “เที่ยงคืนครึ่ง! คยูฮยอน...กลับมานานแล้วเหรอ?” เขาเอ่ยถามพลางดึงมือของคยูฮยอนไปจับไว้

 

            “ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ไปรับหรอกนะ มีรุ่นพี่เดินมาส่งข้างล่างนะ” ประโยคบอกเล่าธรรมดาทำให้คนฟังหน้าบึ้งตึงในทันที

 

            “รุ่นพี่คนไหน?”

 

            “หลายคน เขาเดินไปส่งน้องปีหนึ่งทุกคนแหละ ไม่ต้องหึงหรอกน่า ฉันรินนมมาให้ ดื่มสิ”

 

            ซีวอนรับนมจากมือบางไปดื่มจนหมดแก้วในคราวเดียว คราบนมสีขาวติดอยู่ตามริมฝีปากจนคยูฮยอนต้องหยิบกระดาษทิชชูมาส่งให้

 

            “ไม่ คิดจะเช็ดให้ฉันหน่อยเหรอ?” ซีวอนเหล่ตาถาม ทำเอาร่างโปร่งที่ยืนอยู่รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งหน้า มือบางจึงกดทิชชูไปที่ริมฝีปากหนา หากแต่ซีวอนกลับเบี่ยงตัวหลบด้วยความรวดเร็ว

 

            “จะให้เช็ดให้ไหมเนี่ย”

 

            “ก็...” ซีวอนบอกพลางส่งสายตาไปที่ริมฝีปากของคยูฮยอน เสียงลมหายใจพ่นออกมาดังฟึดฟัด ก่อนจะโน้มลงมาจูบริมฝีปากของซีวอนเบาๆ

 

            “ไม่ โรแมนติกเอาซะเลย” ซีวอนบ่น ก่อนจะรั้งท้ายทอยสวยเข้าหาตัวเองแล้วประกบริมฝีปากของเขากับคยูฮยอนอีก ครั้ง กลิ่นหอมของนมอุ่นๆ ยังติดอยู่ที่ริมฝีปากของซีวอนอยู่เลย ยิ่งเขาส่งลิ้นร้อนเข้ามาในโพรงปาก คยูฮยอนก็ยิ่งอยากจะตักตวงความหวานจากเรียวลิ้นนั้น

 

            “พะ...พอ แล้ว ฉันไปนอนดีกว่า” คยูฮยอนดังอกแกร่งออกห่าง ยิ่งคิดถึงข้อความในกระดาษ ใบหน้าของเขายิ่งแดงซ่าน พอซีวอนปล่อยมือจากเอวคอดได้เท่านั้น ร่างโปร่งก็รีบกระโดดขึ้นเตียงแล้วหลับตาพริ้มทันที

 

            “คยู ฮยอนใจร้าย มาถึงก็จะหลับหนีกัน” ความอบอุ่นที่แทรกมาจากด้านหลังทำให้คยูฮยอนขดตัวและกระชับผ้าห่มมากยิ่ง ขึ้น ยิ่งซีวอนโอบกอดเขาเอาไว้แบบนี้ คยูฮยอนยิ่งอยากจะนอนอยู่บนเตียงไปนานๆ

 

            “ซีวอนไม่อ่านหนังสือแล้วหรือไง” เสียงหวานถามอู้อี้

 

            “เดี๋ยวค่อยอ่าน ตอนนี้ขอเติมพลังก่อน”

 

            “อ๊ะ!”

 

            เสียง หวานร้องครางเมื่อมือแกร่งสอดเข้าไปในกางเกงผ้า ปลายนิ้วเรียวค่อยๆ ลูบไล้ส่วนอ่อนไหวขึ้นลงช้าๆ ก่อนจะสัมผัสจุดเร้าทำให้คยูฮยอนยิ่งเกร็งแน่นมากยิ่งขึ้น

 

            “ซีวอน ฉัน...เหนื่อย...”

 

            คยู ฮยอนบอกเสียงกระเส่า ทว่าร่างกายของเขากลับบิดเร่าอย่างทรมาน อยากให้ซีวอนช่วยนำพาเขาออกจากความทรมานนี้ ร่างบางพลิกตัวหันกลับไปก่อนจะโอบลำคอของร่างสูงไว้แน่น

 

            “ฉันไม่มีกำลังใจอ่านหนังสือเลยนะ ฉันขอกำลังใจจากคยูฮยอน...ได้ไหม?”

 

            ซี วอนเอ่ยถาม มือหนาเชยคางมนขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะจุมพิตลงไปที่ริมฝีปากอิ่มอย่างนุ่มนวล คยูฮยอนเชิดหน้าขึ้น ตอบสนองกับสิ่งที่ซีวอนมอบให้อย่างเต็มที่

 

            เมื่อ ไรก็ไม่รู้ที่เสื้อผ้าของทั้งสองหลุดไปกองกับพื้น ซีวอนยกเรียวขาของคนรักขึ้นมาพาดบ่าเอาไว้ ก่อนจะแทรกความแข็งแกร่งเข้าไปในร่างกายของคยูฮยอน

 

            สะโพก ผายบิดเร่า มันทั้งคับแน่น อึดอัดและแสนทรมาน แต่ทั้งๆ ที่เขากำลังเจ็บปวดอยู่แบบนี้ กลับอยากให้ซีวอนขยับตัวให้เร็วๆ เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ของเขา

 

            “ฉันรักนาย...อ๊ะ!”

 

            ความ หฤหรรษ์แทรกซึมเข้ามาพร้อมๆ กับสิ่งที่ตอดรัดและทำให้รู้สึกได้อยู่ทุกวินาที เวลาช่างผ่านไปเชื่องช้า คยูฮยอนไม่แน่ใจว่านี่มันเป็นความจริงหรือความฝัน เรียวขาที่พาดไหล่แข็งแรงเอาไว้กำลังตอกย้ำว่าคยูฮยอนเป็นของเขาแล้ว

 

            มันไม่เหมือนครั้งแรกที่ความสุขเจือปนมาพร้อมกับความเศร้า

 

            ครั้งนี้คยูฮยอนรู้สึกราวกับว่าเขาได้เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดของผู้ชายที่ชื่อว่าชเว ซีวอนแล้ว

 

 

            งาน ศพของพ่อบุญธรรมถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ผู้เป็นแม่กลายเป็นโรคซึมเศร้าและเอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง ถ้าเธอไม่ทะเลาะกับเขาในวันนั้น เขาก็คงไม่ออกไป และเรื่องร้ายๆ แบบนี้มันก็จะไม่เกิดขึ้น

 

            หลังจากพ่อบุญธรรมเสียชีวิตลง ฮันกยองก็กลับเข้าไปเรียนต่อในโรงเรียนอีกครั้ง และยิ่งเป็นเด็กหัวดี จึงสามารถสอบเทียบเกรด 10 และเรียนร่วมกับเพื่อนๆ คนอื่นได้

 

            “ฮันกยอง วันนี้กลับบ้านเลยเปล่าวะ?”

 

            เพื่อน ชายคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลังแล้วกอดคอฮันกยองไว้ สักพักเพื่อนอีกสองคนก็ตามมา ฮันกยองเดินอยู่ตรงกลางจึงยิ่งทำให้ดูโดดเด่นกว่าใครๆ ทั้งหมด

 

            “ฉันว่าจะไปดื่มเบียร์สดแถวๆ นี้ ไปด้วยกันไหมล่ะ?” เสียงทุ้มเอ่ยชวน

 

            “เราเพิ่งอยู่เกรด 10 เองนะเว้ย ถ้าอาจารย์จับได้ พวกเราโดนทำทัณฑ์บนแน่”

 

หนึ่ง ในสามคนนั้นเอ่ยขึ้นมาด้วยแววตาหวาดๆ เพราะแม้จะเลิกเรียนแล้ว แต่อาจารย์ฝ่ายปกครองก็ยังเดินตรวจตราพฤติกรรมของนักเรียนนอกโรงเรียน และถ้าหากพบว่าใครทำความผิดก็จะถูกเชิญผู้ปกครองมาพบอย่างแน่นอน

 

            “ไปกันเถอะน่า เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง!!!”

 

            ฮัน กยองตบบ่าเพื่อนสองสามที ก่อนจะเดินนำออกไปยังร้านประจำที่เขาชอบไปนั่ง ร้านนี้มีห้องส่วนตัวที่ฮันกยองมักจะมาใช้บริการเป็นพิเศษ มันเป็นร้านเบียร์สดที่ค่อนไปทางผับเสียมากกว่า

 

            ใน ระหว่างที่ดื่มเบียร์อยู่นั้น ฮันกยองรู้สึกว่าพนักงาหญิงมักจะผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาบริการในห้องของเขา อย่างไม่ซ้ำหน้า และทุกคนต่างก็จ้องหน้าฮันกยองด้วยความรู้สึกบางอย่าง

 

            “ไอ้ฮันกยอง ทำไมแกเสน่ห์แรงกับผู้หญิงพวกนั้นจังเลยวะ”

 

เพื่อน ในกลุ่มเอ่ยถามพลางกดเบียร์ออกจากทาวเวอร์ แล้วส่งต่อให้กับคนอื่น ฮันกยองเงยหน้าขึ้น ในมือแกร่งถือเครื่องดื่มสีอำพันเอาไว้พลางแกว่งไปมา ขาเรียวยกขึ้นมาไขว่ห้าง ก่อนจะเอนหลังไปพิงกับโซฟาด้วยท่าทางสบายๆ

 

            “พวกแกก็อย่าไปมองหน้าเธอสิวะ มองที่หน้า มันดูอ่อน!”

 

            “อ้าว...ก็ที่นี่เขาคัดมาแต่หน้าตาสวยๆ ถ้าไม่มองหน้าจะให้มองที่ไหน”

 

            “ก็มองที่...”

 

            ยัง ไม่ทันที่ฮันกยองจะพูดจบ พนักงานสาวอีกคนก็เดินเข้ามาในห้อง เธอโน้มตัววางอาหารที่พวกเขาสั่งไปก่อนหน้านี้ เผยให้เห็นหน้าอกขาวอวบที่ล้นทะลักออกมาจากเสื้อเกาะอกสีดำสนิท

 

            ฮัน กยองค่อยๆ มองจากเรียวขาของเธอ ผ่านขึ้นไปยังหน้าอกนั้นด้วยแววตากรุ้มกริ่ม เธอเอียงคอหลบอย่างอายๆ ก่อนจะหันมาสบสายตากับฮันกยองอีกครั้ง

 

            “รับอะไรเพิ่มไหมคะ?” เสียงหวานมีจริตเอ่ยถาม ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งจับผมขึ้นทัดหู เผยให้เห็นลำคองามระหง

 

            “ขอเบอร์ของพี่สาวได้ไหมล่ะครับ”

 

            ฮัน กยองบอกพลางเอื้อมมือไปจับมือเรียวของเธอเอาไว้ เขาใช้นิ้วลูบผ่านเบาๆ ที่หลังมือบาง เรียกความเสียวซ่านให้ลุกซู่ไปทั้งร่างกายของเธอ แม้กฎระเบียบของที่นี่จะห้ามแจกเบอร์โทรศัพท์ แต่กับฮันกยองที่รูปร่างสูงโปร่งและหล่อเหลากว่าเด็กวัยเดียวกันแล้ว เธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะมอบเบอร์โทรศัพท์ให้อย่างง่ายดาย

 

            “แล้ว พี่จะรอนะคะ” เธอบอกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ฮันกยองส่งกระดาษที่มีเบอร์โทรของพนักงานคนนั้นให้กับเพื่อน ก่อนจะวางเงินไว้บนโต๊ะจำนวนหนึ่งแล้วเดินออกไปจากร้าน

 

            เขาเห็นใครบางคนที่มีใบหน้าสวยงามกว่าพนักงานในร้านหลายเท่านัก

 

            เพียง แค่หันไปยิ้มบางๆ แล้วเดินนำออกมาจากร้าน ขาเรียวของคนที่ฮันกยองว่าก็ก้าวฉับๆ ตามเขามาอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากหยักยิ้มร้าย ก่อนจะหันไปช้าๆ แล้วเอียงคอถาม

 

            “ตามผมมาทำไมครับ?”

 

            “น้อง...สนใจจะเข้าวงการบันเทิงหรือเปล่า”

 

            อ๋อ...พวก แมวมองสินะ เขาไล่มองจากกางเกงขาเดฟสีดำ กับเสื้อสีเทาตัวใหญ่ ทั้งๆ ที่เป็นเสื้อผ้าธรรมดา แต่กลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูน่าค้นหา

 

            ใบหน้าที่สวยหวานเหมือนผู้หญิงล่ะมั้งที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูมีเสน่ห์ต่างจากคนอื่นๆ หรือบางทีอาจจะเป็นแววตามั่นใจแบบนั้น

 

            “ครอบครัวผมมีเงินอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าวงการ”

 

            เสียง ทุ้มตอบอย่างถือตัว ก่อนจะเดินไปโบกแท็กซี่แล้วขึ้นไปนั่ง ทว่ายังไม่ทันจะปิดประตู มือเรียวก็กระชากประตูไว้แล้วกระโดดตามขึ้นรถมาอย่างรวดเร็ว

 

            “เฮ้ย! ตามขึ้นมาทำไมเนี่ย?” ฮันกยองร้องเสียงหลง ก่อนจะขยับตัวไปนั่งชิดอีกฝั่ง หากแต่คนสวยก็กระเถิบตาม ทำเอาคนที่กำลังหนีลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ

 

            มันก็แค่แผนการอย่างหนึ่งที่ล่อให้เหยื่อมาติดกับ...

 

            “ฉัน ชื่อคิม ฮีชอลนะ” เสียงหวานเอ่ยบอกพลางฉีกยิ้มกว้าง มือเรียวหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้เด็กหนุ่มหน้าคม ฮันกยองรับไว้ ก่อนจะเอ่ยตอบ

 

            “ผมฮันกยอง”

 

            “ว้าว! ชื่อเพราะแบบนี้ต้องมีคนสนใจนายมากแน่ๆ”

 

            “ก็ บอกแล้วไงว่าผมไม่อยากทำงานในวงการบันเทิง” ฮันกยองย้ำเจตนารมณ์ของตัวเองอีกรอบ ทว่าเจ้าของชื่อคิม ฮีชอลกลับแตะแขนแกร่งอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงขอร้อง

 

            “ลองสักหน่อยเถอะน่า คิดเสียว่าหาอะไรทำแก้เครียดก็ได้ ก็แค่ทำงาน...ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณาเบาๆ อ่ะ”

 

            ฮันกยองเงียบลง ปรายตามองคนแปลกหน้าแวบหนึ่ง ดูจากหน้าตาก็ไม่น่าจะอายุเกิน 25 ปี แต่ท่าทางและคำพูดจากลับดูเหมือนคนมีอายุที่ผ่านโลกมามากมาย

 

            “ว่าไงล่ะ นะฮันกยอง...ไปอยู่โมเดลลิ่งฉัน รับรองว่ามีอะไรสนุกๆ ให้เธอเรียนรู้เยอะเลย”

 

            “สนุกๆ เหรอ?” เสียงเย็นๆ เอ่ยถามขึ้น

 

            “อะ...อื้อ”

 

            ฮีชอล ตอบออกไปอย่างไม่เท่าทันอีกฝ่าย ฮันกยองบอกให้คนขับจอดรถไว้หน้าปากซอยบ้านของเขา ก่อนจะเดินเข้าไปลึกเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่ได้ตอบคำถามจากเจ้าของโมเดลลิ่งคนนั้นเลยแม้แต่นิด

 

            “ฮันกยอง สรุปนายสนใจหรือเปล่า ฉันไม่เคยตามตื๊อใครมากเท่านี้มาก่อนเลยนะ”

 

            ฮีชอลถ เดินตามร่างโปร่งของเด็กหนุ่มเข้าไปในซอยเปลี่ยวเรื่อยๆ ความจริงแล้วบ้านของฮันกยองไม่ได้อยู่ทางนี้ ถ้าหากขับเข้าอีกด้านของซอยก็จะเจอบ้านหลังใหญ่ของเขาอยู่ติดถนน

 

            ฮันกยองแค่อยากจะประวิงเวลาเอาไว้

 

            เพราะเข้าซอยจากฝั่งนี้มันทั้งเปลี่ยว ทั้งชวนตื่นเต้น จะทำอะไรก็สะดวกไปหมด

 

            “ฮันกยอง!” ฮีชอลร้องเรียกเมื่อเห็นว่าเขาถูกพาเข้ามาในซอยเปลี่ยวมากแล้ว มีแต่กำแพงหลังบ้านของคนรวยๆ และต้นไม้รกครึ้ม เวลากลางคืนที่เงียบสงัด ไม่มีใครเดินออกมาเพล่นพล่านบริเวณนี้เลยสักคน

 

            “ผม ชอบอะไรสนุกๆ มากเลยรู้ไหม” ฮันกยองว่าพลางฉุดข้อมือเรียวของฮีชอลให้หายเข้าไปแนบชิดกับข้างกำแพง เขาดันแผ่นหลังบางแนบชิดกับกำแพงชื้น กลิ่นอับๆ ทำให้ฮีชอลยู่หน้า เมื่อหันไปเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่ม ริมฝีปากมีอำนาจก็บดเบียดแนบชิดกับเรียวปากนุ่มของเขาเสียแล้ว

 

            “อื้อ...จะทำอะไรน่ะ?” ฮีชอลถามพลางใช้เรี่ยวแรงที่มีอยู่ดันอกแกร่งออกห่าง

 

            “ก็หาอะไรสนุกๆ ทำไงล่ะ”

 

            “แต่ฉันไม่ได้หมายถึงอะไรแบบนี้นะ อ๊ะ!”

 

            “งั้น เหรอ? แต่ผมเข้าใจเป็นแบบนี้” ฮันกยองกระตุกยิ้มมุมปากอย่างน่ากลัว ก่อนจะต่อยท้องฮีชอลจนเสียงหวานเงียบหายไปในลำคอ ร่างโปร่งทรุดลงไปนั่งกับพื้น ในขณะที่มือแกร่งของฮันกยองกลับบีบบั้นท้ายสวยไว้อย่างมันมือ

 

            “ป...ปล่อย ...” ฮีชอลร้องขอความเมตตา ทว่ากางเกงขายาวของเขาถูกฉีกขาดหลุดลุ่ยอย่างไม่มีชิ้นดี ฮันกยองพรมจูบไปทั่วทั้งเรือนกายหอมหวาน แม้จะอายุต่างกันหลายปี แต่กลิ่นหอมของคนตรงหน้าช่างยั่วยวนอารมณ์ของเขาเหลือเกิน

 

            ไม่เคยมีใครทำให้ฮันกยองปรารถนาขนาดนี้มาก่อน

 

            เขา อยากจะครอบครองร่างกายนี้แทบบ้า มันไม่ใช่ความแค้นที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่มันเป็นความร้อนรุ่มของเด็กหนุ่มที่มีความต้องการทางเพศรส

 

            “อ่ะ...อ๊า ...” เสียงฮีชอลกรีดร้องลั่นเมื่อความแข็งแรงของคนตรงหน้าแทรกตัวเข้ามาในร่างกาย ของตนเอง มันทั้งเสียวซ่านและให้ความหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

 

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของฮีชอลที่มีอะไรกับคนแปลกหน้า

 

            เพียง แต่ว่าสถานที่มันออกจะโจ่งแจ้งต่อสายตาผู้คนมากไปหน่อย แม้ว่าจะไม่มีใครสักคนเดินผ่านมา แต่มันก็สร้างความหวาดระแวงให้กับคนสวยอยู่ไม่น้อย

 

            ฮัน กยองดึงแก่นกายออกมาช้าๆ ก่อนจะกระแทกกระทั้นเข้าไปเต็มแรง สะโพกสวยบิดเร่า เล็บยาวจิกที่แผ่นหลังกำยำไว้แน่นเพื่อบอกต่อถึงความทรมานที่ตัวเองได้รับ ทั้งมีความสุขสม ทั้งมีความตื่นเต้น

 

            แม้ในใจจะรู้สึกว่าแววตาของเด็กหนุ่มคนนี้มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ก็ตาม

 

            อารมณ์ ของพวกเขามันกำลังบอกให้กระทำสิ่งนี้ให้มันเสร็จๆ ไป ฮีชอลปรือตาขึ้นมาอย่างเสียวซ่าน ก่อนจะถูกมือแกร่งของฮันกยองปล่อยให้ร่างบอบบางเป็นอิสระ แล้วของเหลวใสก็ถูกปลดปล่อยออกมาจนส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

 

            ฮันกยองยัดกายลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนจะใส่กางเกงให้เรียบร้อย เขาเดินจากไปโดยทิ้งให้ฮีชอลนอนหมดแรงอยู่ที่เดิมอย่างไม่ใยดี

 

 

            สอง สามวันที่ผ่านมานี้ ฮยอกแจต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ในตอนกลางวันเขาต้องมานั่งดูมารหัวขนที่มันทำลายชีวิตเขานอนหลับสบายใจอยู่ บนเตียงคนป่วย พอตกกลางคืนเขาก็ต้องไปที่ไนต์คลับเพื่อใช้ร่างกายแลกเงินมาเป็นค่ารักษา พยาบาลให้กับมัน

 

            “ฉันจะไม่ปล่อยให้แกตายง่ายๆ หรอก แกยังไม่ได้ชดใช้สิ่งที่ทำไว้กับฉันเลย”

 

            ฮยอกแจพูดกับร่างของเด็กน้อยด้วยที่เสียงเย็นสนิท วูบหนึ่งของแววตาฉายความเป็นห่วงออกมาชัดเจนเมื่อลมหายใจของทงเฮส่งเสียงดังฮืดฮาด

 

            “จะเกิดมาให้เหมือนคนปกติก็ไม่ได้ ทำไมจะต้องมีโรคประจำตัวด้วย”

 

            “ฮึก...ปะป๊า...ปะป๊า...”

 

            เสียง ละเมอดังขึ้นมาจากเด็กชาย แขนเล็กๆ ไขว่ขว้าอากาศตรงหน้าเอาไว้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฮยอกแจคงจะถลาเข้าไปกอดลูกชายเอาไว้แน่น หากแต่ตอนนี้สายตาของเขากลับมีแต่ความเกลียดชังเท่านั้น

 

            เขา ไม่ใช่พ่อของเด็กนี่อีกแล้ว เมื่อมันฟื้นขึ้นมา ฮยอกแจจะทรมานมันให้สาแก่ใจ ก่อนจะส่งตัวคืนไปให้แม่ของมัน ผู้ซึ่งเป็นตัวต้นเหตุทำลายชีวิตของเขา

 

            “ฮือๆ ปะป๊า...อย่าทิ้งทงเฮไป”

 

            มือ น้อยๆ คว้าท่อนแขนแกร่งของผู้เป็นพ่อได้ก็ดึงไปกอดไว้แน่น ฮยอกแจอยากจะสลัดออกเหลือเกิน แต่ทำไมกัน ทำไมแขนเขาถึงไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ เลยสักนิด เขาอยากจะใช้ฝ่ามือหนาของเขาอุดปากอุดจมูกมารหัวขนให้มันตายๆ ไป

 

            แต่น้ำตาของทงเฮกลับทำให้ตาคมของฮยอกแจฉายแววเศร้า

           

            ทำไมเขาต้องมารักเด็กนี่เหมือนลูกแท้ๆ ด้วย เขาอายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น มันควรจะเป็นวัยที่เขาได้ใช้ชีวิตให้มีความหมายเมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ แต่ตอนนี้ฮยอกแจรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกนรกทั้งเป็น

 

            นรกที่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งเป็นคนสร้างมันขึ้นมา

 

            “ปะ ป๊า...” เสียงเล็กๆ ค่อยๆ หายไป น้ำตาเกาะอยู่ที่แพรขนตาคู่สวย ฮยอกแจอยากจะเอื้อมมือไปซับน้ำตาให้ลูกเหลือเกิน แต่เมื่อเอื้อมมือไปแล้ว กำปั้นแข็งแรงกลับกำแน่นจนมันเจ็บปวดไปหมด เขากระชากมือที่ทงเฮจับเอาไว้ออกมา ก่อนจะจ้องเด็กน้อยอย่างเดียดฉันท์

 

            “คงมีความสุขที่ทำลายชีวิตฉันได้สินะ ฉันเกลียดแกๆๆ”

 

            ฮยอก แจตะโกนลั่นอย่างโมโห มือหนาฟาดไปที่ขอบเตียงเหล็กหลายครั้งจนมือของเขาเจ็บปวดไปหมด น้ำตามากมายเอ่อไหลออกมาเต็มหน้าคม เขาไม่ได้ร้องไห้เพราะความเสียใจ แต่เขาเจ็บใจที่ตัวเองเป็นคนโง่ได้มากขนาดนี้

           

            ถ้าหากคืนนั้นฮยอกแจใจร้ายสักนิด

 

            ถ้า หากเขาหันหลังให้เด็กคนนั้นแล้วเดินหนีออกมา เขาก็คงจะไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างน่าอนาถใจได้เท่านี้ เขาต้องถูกสังคมดูถูกเหยียดหยาม เพื่อนรุ่นเดียวกันคงได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ คงมีชีวิตที่มีความสุข แต่เขาต้องมาจมปรักกับเด็กเลวๆ อย่างทงเฮ

 

            เขาเกลียดทงเฮ...เกลียดจนอยากจะเห็นมันตายไปต่อหน้าต่อตาของเขา

 

 

            แสง แดดที่ทอลอดผ้าผ่านเข้ามาทำให้เด็กชายลืมตาขึ้น หลังมือเล็กๆ ยกขึ้นมาขยี้ตาถี่ ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะผู้เป็นพ่อที่ฟุบหลับอยู่ข้างๆ

 

            “ปะป๊า...ทงเฮอยากกลับบ้าน ฮือๆ ปะป๊า...”

 

            ทงเฮ ร้องไห้งอแงเมื่อรู้ว่าที่ที่ตื่นมาไม่ใช่บ้านที่คุ้นเคย ฮยอกแจสะดุ้งตื่นขึ้น ก่อนจะถอนหายใจโล่งอกที่ลูกชายของเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว ทว่าพอจะยื่นมือไปลูบใบหน้าของลูก มือหนากลับต้องชะงักไว้

 

            ฮยอกแจจ้องมองทงเฮนิ่ง ในขณะที่เด็กชายกลับส่งยิ้มกลับมาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

            “ปะป๊า...”

 

            “อย่ามาเรียกฉันว่าปะป๊า!”

 

            ฮยอก แจยืนขึ้นแล้วถอยหลังออกห่าง เด็กน้อยนั่งอึ้งด้วยความตกใจ อยากจะปีนลงจากเตียงไปหาผู้เป็นพ่อ ทว่าฮยอกแจกลับถอยกรูดหนีห่างอย่างรวดเร็ว

 

            “ฮึก...ปะป๊าฮะ...”

 

            “บอกว่าอย่าเรียกไงล่ะ แกไม่ใช่ลูกฉัน ฉันยังไม่มีลูก ไม่...แกมันมารหัวขน นรกส่งเด็กอย่างแกมาเกิดได้ยังไง อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ”

 

            “ฮือๆ ปะป๊าของทงเฮ”

 

            เด็ก น้อยกระโดดลงจากเตียง ก่อนจะเสียหลักหกล้มไปนั่งกองกับพื้น ฮยอกแจทำท่าจะเข้าไปช่วย แต่ก็ใจแข็งยืนอยู่นิ่งเฉย ทงเฮเจ็บขา เขาลุกขึ้นยืนไม่ได้เลย เด็กน้อยได้แต่คลานไปเกาะขาผู้เป็นพ่อไว้แน่น

 

            “ปะป๊าอย่าทิ้งทงเฮไปนะฮะ ทงเฮกลัว...”

 

            “ออกไปจากตัวฉันนะ ฉันเกลียดแกอี ทงเฮ ได้ยินไหมว่าฉันเกลียดแก”

 

            “ทงเฮเป็นลูกของปะป๊า ปะป๊าโกรธที่ทงเฮปั่นจักรยานใช่ไหมฮะ ทงเฮจะเป็นเด็กดี ทงเฮจะไม่ดื้ออีกแล้ว ปะป๊า...ฮือๆ”

 

            “แกไม่ใช่ลูกฉัน ออกไป!” ฮยอกแจสลัดขาจนเด็กน้อยกระเด็นออกห่าง สำนึกของทงเฮบอกว่าผู้ชายคนนี้คือผู้ที่อุ้มชูเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็กๆ คือคนที่ป้อนข้าวป้อนน้ำเขา คือคนที่สอนให้ทงเฮหัดเดิน หัดพูด คือคนที่อยู่ข้างทงเฮเสมอไม่ว่าทงเฮจะผิดหรือถูก

 

            แล้ววันนี้ทำไมเขาถึงบอกว่าไม่ใช่พ่อของทงเฮ

 

            “ปะป๊าเกลียดทงเฮ ฮือๆ”

 

            “ใช่! จำเอาไว้ว่าฉันเกลียดแก ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเกลียดใครเท่าแกอีกแล้วอี ทงเฮ แกมันเลว แกจะเกิดมาทำไมกันห๊ะ!”

 

            นิ้ว เรียวผลักหน้าผากของเด็กชายจนหงายหลังไปนอนกับพื้น ก่อนที่ขายาวจะก้าวฉับๆ เดินออกไปจากห้อง ฮยอกแจอยากจะเป็นคนใจร้ายให้มากกว่า อยากจะพูดจาทำร้ายจิตใจผู้ที่เป็นดั่งดวงใจของเขา

 

            เพื่อให้สมองลืมไปว่า...เขาเคยรักทงเฮมาเพียงใด

 

            แต่ถึงสมองจะลืม แต่ฮยอกแจก็ยังจำได้ว่าทงเฮคือลูกชายที่เขารัก

 

            ฮยอกแจรักลูกด้วยจิตวิญญาณ รักด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี

 

            “ปะป๊า...อย่าไปนะฮะ”

 

            ทงเฮ เดินกะเผลกไปเกาะขาของผู้เป็นพ่อแน่น ฮยอกแจยืนนิ่ง ก่อนจะคว้าข้อมือบางมาบีบไว้แน่น ทงเฮน้ำหูน้ำตาไหลเต็มไปหมด ดวงตาคู่สวยแดงก่ำและมีน้ำตาไหลออกมาตลอดเวลา

 

            ต่อให้ปะป๊าจะโกรธจะเกลียดเขาอย่างไร

 

            ทงเฮก็ยังสำนึกรู้ว่าเขาเป็นลูกชายของปะป๊าฮยอกแจ

 

            “ฮึก...ทงเฮกลัว...”

 

            “อยากไปกับฉันนักใช่ไหม ได้...งั้นก็ไปกันเลย ไปตายพร้อมๆ กันเลย”

 

            ฮยอก แจฉุดลูกชายนอกสายเลือดออกไปตามทางเดินของโรงพยาบาล ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ตอนนี้ไม่มีพยาบาลอยู่สักคน เขาจึงสามารถพาทงเฮหนีออกจากโรงพยาบาลได้

 

 

            ฮยอก แจขับรถกลับไปยังบ้านของจองซู วันนี้จองซูต้องออกไปทำธุระเรื่องโรงเรียนใหม่ของหลานชาย จึงไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ พอถึงบ้านก็เดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้านโดยมีทงเฮวิ่งเกาะชายเสื้อของปะป๊าอยู่ไม่ห่าง

 

            “ปะป๊าหายโกรธทงเฮนะฮะ”

 

            เด็ก ชายส่งเสียงอ้อนวอนเบาบาง ทงเฮยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เขารู้เพียงว่าฮยอกแจคือพ่อของเขา คือพ่อที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

 

            พ่อ...ก็ยังเป็นพ่อ

 

            “อย่าเอามือสกปรกของแกมาแตะต้องตัวฉัน”

 

            ฮยอก แจบอกเสียงเรียบตึง นัยน์ตาสีนิลหันไปมองกรอบรูปถ่ายที่แขวนอยู่เต็มห้อง เขาคว้ามันออกมาแล้วเขวี้ยงทิ้งลงพื้นอย่างแรง มันแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี เหมือนกับหัวใจของเขาในตอนนี้

 

            “ปะป๊าไม่รักทงเฮ ฮือๆ”

 

            “ใช่! ฉันไม่รักแก เพราะอะไรรู้ไหม...เพราะแกมันไม่ใช่ลูกชายของฉันไง”

 

            “ทำไมล่ะฮะ ทำไม...”

           

            เด็ก น้อยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ นั่นจึงทำให้ฮยอกแจกำหมัดแน่นขึ้นไปอีก เขาตัวสั่นไปด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะขนเสื้อผ้าทั้งหมดของทงเฮออกมาจากตู้แล้วฉีกขาดจนหมดสิ้น ทงเฮวิ่งไปเกาะแขนของคนเป็นพ่อเอาไว้ ก่อนจะพร่ำบอกคำว่ารักอยู่เรื่อยไป

 

            “แม่ของแกมันเป็นผู้หญิงแพศยา มันหลอกให้ฉันรับผิดชอบแก ถ้าแกไม่เกิดมาสักคน ฉันก็ไม่ต้องตกนรกแบบนี้ แกรู้ไหมว่าทำให้ฉันเจ็บแค่ไหน”

 

            “ฮือๆ ทงเฮเป็นลูกของปะป๊าไม่ใช่เหรอฮะ”

 

            เด็กน้อยเอ่ยถามเสียงเครือ มือเล็กๆ ยื่นส่งมาให้ผู้ที่เขาคิดว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้า ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

            “ถ้าทงเฮทำผิดไป ปะป๊าก็ตีทงเฮสิฮะ”

 

            ฮยอก แจทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง สองพ่อลูกต่างมองหน้ากันแล้วร้องไห้ ทงเฮอยากจะเข้ามากอดปะป๊าเหลือเกิน แต่แววตาของผู้เป็นพ่อไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว มันเป็นแววตาที่มีแต่กองไฟลุกโชนอยู่ในนั้น เป็นแววตาที่ทำให้ทงเฮหวาดกลัว

 

            “ถ้าปะป๊าทำโทษทงเฮแล้ว ปะป๊ารักทงเฮเหมือนเดิมได้ไหมฮะ”

 

            คำขอร้องของเด็กชายตรงหน้าทำให้ฮยอกแจโกรธ เขากระชากทงเฮเข้าหาตัวก่อนจะฟาดฝ่ามือไปเต็มแรงเงื้อมือขึ้นขึ้นสูง

 

            ทงเฮ หลับตาแน่นปี๋ เพียงแค่คิดว่าจะต้องถูกตีในอีกไม่ช้า น้ำตาอุ่นก็ไหลออกมาเป็นสาย ตั้งแต่ทงเฮเกิดมา ฮยอกแจไม่เคยตีลูกชายเลยสักครั้ง แม้แต่ความคิดที่จะตีทงเฮก็ไม่เคยมี

 

            แต่ ตอนนี้ทงเฮไม่ใช่ลูกของเขาอีกต่อไปแล้ว ฝ่ามือหนาฟาดลงไปที่เนื้ออ่อนๆ อย่างเต็มแรง เสียงเนื้อกระทบกันดังลั่นพร้อมกับคำด่าทอมากมายที่ออกมาจากปากของฮยอกแจ

 

            “ฉันจะตีให้แกตายเลย แกมันสมควรที่จะตายด้วยมือของฉัน เพราะแกทำให้ชีวิตฉันตายทั้งเป็น อย่าอยู่เลยอี ทงเฮ!”

 

            “ฮือๆ ปะป๊า...ฮือๆ”

 

            ทงเฮ เอาแต่ร้องไห้ ฮยอกแจฟาดฝ่ามือครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งฟาดแรงเท่าไรทงเฮก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นเท่านั้น แต่ฝ่ามือของเขาก็ยังไม่หยุด มันยังไม่สมกับความเจ็บปวดที่ฮยอกแจได้รับเลย

 

            อี ทงเฮจะต้องได้รับบทเรียน

 

            “ฮือๆ พอเถอะฮะ ปะป๊า...พอแล้ว...”

 

            ทงเฮร้องขอผู้เป็นพ่อ ทว่าฮยอกแจกลับฟาดฝ่ามือหนาให้หนักมากขึ้นไปอีก ฝ่ามือทั้งบวมทั้งแดง ริมฝีปากหยักก็ด่าทอคนเป็นลูกไม่หยุด

 

            “แกมันลูกของผู้หญิงชั้นต่ำ แกมันเกิดมาจากนรก ฉันเกลียดแก”

 

            “ปะป๊า...”

 

            ทงเฮสะบัดแขนของตัวเองออกจากคนเป็นพ่อ ฮยอกแจจะคว้าแขนลูกชายมาตีอีกครั้ง หากแต่ทงเฮกลับกระเถิบตัวถอยหนีไปติดตู้เสื้อผ้า

 

            ร่าง กายของเด็กน้อยยังคงขาวเนียนเช่นเดิม ไม่มีรอยนิ้วมือของฮยอกแจอยู่บนร่างกายของทงเฮเลยสักนิด ที่ท่อนแขนของฮยอกแจต่างหากที่ถูกตีจนมันห้อเลือด รอยนิ้วมือและรอยเลือดมากมายเห่อแดงเต็มท่อนแขน ทงเฮร้องไห้จ้าแล้วเอ่ยถามคนเป็นพ่อ

 

            “ปะป๊า...เจ็บไหม?”

 

            “แกไม่ต้องมาเรียกฉันแบบนี้ ฉันสะอิดสะเอียนจะตายอยู่แล้ว”

 

            ฮยอกแจลุกขึ้นยืน ก่อนจะจับทงเฮยัดเข้าไปในตู้เสื้อผ้าแล้วใช้หลังดันประตูเอาไว้ไม่ให้เด็กน้อยออกมาได้อีกเลย

 

            “ฮือๆๆ ปะป๊าปล่อยทงเฮออกไปนะฮะ ทงเฮกลัว...”

 

            ฮยอก แจนั่งพิงตู้เสื้อผ้าอย่างหมดแรง ทงเฮทุบกำปั้นเล็กๆ มาเป็นระยะ แต่ฮยอกแจกลับยกมือหนาขึ้นปิดปากแล้วร้องไห้ ทำไมทงเฮถึงไม่เกิดเป็นลูกชายของเขา ทำไม...

 

            ทงเฮจะเป็นลูกของผู้หญิงเลวทรามที่ไหนก็ได้

 

            แต่ ทำไมอี ทงเฮที่เขารักถึงไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ ของเขา แล้วแบบนี้ฮยอกแจจะอยู่กับลูกชายอย่างบริสุทธิ์ใจได้อย่างไร ความจริงที่ว่าทงเฮไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขามันจะจางหายไปได้อย่างไร

 

            มันเหมือนบาดแผลที่ไม่มีวันหาย...

 

            “ฮึก...ปะป๊า...ทงเฮหายใจไม่ออก”

 

            ปัง! ปัง!

 

            เด็ก น้อยยังคงทุบตู้เสื้อผ้าอย่างทุรนทุราย ฮยอกแจกลั้นเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ ในตู้เสื้อผ้ามันทั้งมืดทั้งแคบ ทงเฮคงจะหวาดกลัวไปต่างต่างนานา

 

            แต่ทำไมฮยอกแจจะต้องไปสนใจด้วย ในเมื่อทงเฮไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว

 

            “ปะป๊าฮะ ทงเฮรักปะป๊าที่สุด”

 

            “...”

 

            “ปะป๊าจะไม่รักทงเฮก็ได้ ทงเฮไม่เป็นลูกชายของปะป๊าแล้วก็ได้ แต่ปะป๊าอย่าเกลียดทงเฮได้ไหมฮะ ฮือๆ”

 

            ฮยอก แจร่ำไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด ยิ่งทงเฮบอกว่าจะไม่เป็นลูกชายของเขาแล้ว ฮยอกแจยิ่งรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา เขายิ่งยกมือปิดปากแน่นเท่าไร เสียงสะอื้นไห้มันก็เล็ดลอดออกมาอย่างน่ารังเกียจมากขึ้นเท่านั้น

 

            แม้สายเลือดจะไม่ใช่...

 

            แต่หัวใจก็ยังตอกย้ำว่า...ทงเฮคือลูกชายคนเดียวของเขา

 

            “ฮืด...ปะ...ป๊า...”

 

            ทงเฮ ส่งเสียงหายใจฮืดฮาดอย่างน่ากลัว อาการหอบหืดที่แทรกซ้อนมากับโรคภูมิแพ้กำลังกำเริบ ฮยอกแจกำลังต่อสู้กับความแค้นที่สุมอยู่ในอกของตัวเอง กับความรักที่มีให้กับลูก

 

            “ฮืด...ปะ...ฮืด...”

 

            เสียง ร้องไห้ค่อยๆ เงียบหายไป ฮยอกแจรีบเปิดตู้ออกในทันที ทงเฮหมดสติไปแล้ว ร่างของเด็กน้อยที่พิงประตูตู้เอาไว้เอนลงมานอนบนตักเขา ฮยอกแจรีบนำถังออกซิเจนขนาดเล็กออกมาช่วยชีวิตทงเฮเอาไว้ เด็กน้อยหายใจรุนแรงมากขึ้น ฮยอกแจบีบมือของทงเฮไว้แน่น ริมฝีปากพร่ำบอกไม่ให้ลูกชายเป็นอะไร

 

            “ปะป๊าขอโทษ...ปะป๊ารักทงเฮ ฮือๆๆ ทงเฮ...ได้ยินไหม? ปะป๊ารักทงเฮนะครับ”

 

            “ฮืด...” ทงเฮสูดออกซิเจนเข้าไปจนเต็มปอด คนเป็นพ่อร่ำไห้กอดลูกชายไว้แน่น

 

            ทงเฮเป็นลูกของเขา

 

            ฮยอกแจปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...อี ทงเฮคือลูกชายของเขา

 

 

Talk with Lee Seen

            แต่งไปร้องไห้ไป เพ้อเจ้อมากกกกกก

เรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนเม้นท์แฮะ สงสัยจะไม่ได้ทวง

แต่แหม! บางทีคนอ่านก็ใจร้ายเกินไปนะคะ ฮ่าๆๆๆ

 

ตอนนี้ยาวกว่าทุกตอนเลย...(จริงๆ)

 

ยังไงก็...ขอกำลังใจในการแต่งตอนต่อไปของลีซีนด้วยนะค้า...

กลับไปอ่าน 'chapter 9 แกล้ง'ในเด็กดีได้ที่...

 

Chapter 5

ชุดนักเรียน

 

            “มองอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวลูกก็ไปโรงเรียนสายกันพอดี”

 

            จองซูเอ่ยแซวอีกเหมือนเคยเมื่อเห็นฮยอกแจเอาแต่ถ่ายรูปเด็กผู้ชายหน้าหวานด้วยโทรศัพท์มือถือ เด็กน้อยสวมชุดนักเรียนสายสก๊อตสีแดงยืนชูสองนิ้วพลางฉีกยิ้มจนเห็นฟันหลอ ฮยอกแจระบายรอยยิ้มภูมิใจอยู่บนใบหน้าคมของตัวเอง

 

            ลูกชายที่น่ารักของเขาโตขึ้นจนเข้าโรงเรียนได้แล้วหรือนี่

 

            “ก็ทงเฮน่ารักนี่ครับ” ฮยอกแจหันไปตอบ ก่อนจะถ่ายรูปลูกชายอีกครั้ง

 

            “ใช่ฮะ ทงเฮน่ารัก” เด็กน้อยพูดจาฉะฉานและคล่องแคล่วมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แม้จะมีบางคำที่ยังออกเสียงไม่ชัด แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นเด็กที่พูดเก่งเลยทีเดียว

 

ฮยอกแจชอบที่จะคุยกับลูกทั้งตอนเช้าและก่อนเข้านอน เขาชอบให้ทงเฮเล่านิทานให้ตัวเองฟังมากกว่าที่จะอ่านจากหนังสือให้ลูกฟัง ฮยอกแจอยากให้ทงเฮเป็นเด็กที่มีจินตนาการและมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าเด็กคนอื่น

 

            “ลูกใครน้า...หลงตัวเองจริงๆ” จองซูว่าพลางขยี้ผมเด็กน้อยจนยุ่ง

 

            “ลูกปะป๊าฮะ”

 

            “พี่จองซูอย่าขยี้ผมหลานสิครับ ดูสิ...ยุ่งหมดแล้ว”

 

            ฮยอกแจบ่นอย่างไม่พอใจนัก เขาอุตส่าห์ตื่นมาเซ็ทผมให้ลูกชายอย่างดี แต่จองซูเดินมาทีเดียวก็ทำมันพังหมด คุณพ่อยังเด็กจึงหยิบหวีมาจัดทรงผมให้ลูกอีกครั้ง

 

            “ปะป๊าก็เซ็ทผมให้ทงเฮใหม่สิฮะ ทงเฮชอบให้ปะป๊าเล่นผม”

 

            “ถ้าปะป๊าไม่เล่นผมทงเฮเวลานอน ลูกของปะป๊าก็จะนอนไม่หลับด้วยใช่ไหมล่ะ”

 

            ฮยอกแจพูดอย่างรู้ทัน ทงเฮได้แต่ขยับใบหน้าหวานขึ้นลงด้วยความเขินอาย ทุกคืนตอนเข้านอน ทงเฮจะหลับลงได้ก็ต่อเมื่อมีพ่อคอยลูบผมอยู่ไม่ห่าง ถ้าวันไหนฮยอกแจเลิกงานดึก ทงเฮก็จะรอจนกว่าเขาจะกลับมา บางครั้งฮยอกแจจึงต้องลางานออกมาหาลูกก่อน เมื่อลูกหลับแล้วจึงค่อยกลับไปทำงานต่ออีกครั้ง

 

            เป็นอย่างนี้แทบทุกคืน แต่ฮยอกแจกลับไม่เคยบ่นคำว่าเหน็ดเหนื่อยให้ใครได้ยินเลย

 

            “โอเค! ลูกชายของปะป๊าหล่อที่สุดแล้ว ไปโรงเรียนกันครับ”

 

            ฮยอกแจวางหวีไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง เขายื่นมือไปให้เด็กน้อยเกาะเอาไว้ ก่อนจะโอบอุ้มเด็กชายตัวเล็กขึ้นมาไว้ข้างเอว

 

            “บ๊ายบายลุงจองซูก่อนสิลูก”

 

            “ลุงจองซู! ทงเฮกับปะป๊าไปเที่ยวโรงเรียนแล้วนะฮะ”

 

            เด็กน้อยเอ่ยเสียงใสพลางโบกมือให้กับลุงจองซูที่กำลังกวาดเส้นผมเตรียมตัวเปิดร้าน ฮยอกแจอุ้มลูกออกไปขึ้นรถกระป๋องสีเหลืองที่เขาเพิ่งซื้อมาจากเต้นท์ขายรถมือสองเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้มันจะเก่าไปหน่อย แต่มันก็ยังใช้งานได้ดี อีกอย่างฮยอกแจก็ไม่อยากให้ทงเฮอายเวลาที่เขาไปส่งที่โรงเรียนด้วย

 

            ทงเฮยิ้มแฉ่งอยู่ในอ้อมแขนผู้เป็นพ่ออย่างอารมณ์ดี เด็กน้อยไม่รู้หรอกว่าโรงเรียนแปลว่าอะไร แต่ถ้าปะป๊าแต่งตัวน่ารักๆ ให้เขาแล้วพาออกไปข้างนอก แสดงว่าปะป๊าจะต้องพาทงเฮไปเที่ยวอย่างแน่นอน

 

            ทงเฮอยากไปโรงเรียน...

 

 

            อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น คยูฮยอนและซีวอนก็จะเรียนจบชั้นมัธยมแล้ว แน่นอนว่าทั้งคู่จะต้องเลือกมหาวิทยาลัยและสาขาที่ต้องการเรียนต่อเพื่อเตรียมอ่านหนังสือและสอบเข้าให้ได้ดังที่ใจหวัง ทั้งคู่นำหนังสือคู่มือการเรียนต่อที่เพิ่งไปซื้อเมื่อวันก่อนมานั่งปรึกษากันที่โต๊ะหินอ่อนใต้อาคารเรียน สักพักก็มีเพื่อนร่วมชั้นเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยอีกคน

 

            “ซีวอนกับคยูฮยอนจะไปเรียนต่อที่ไหนเหรอ พวกนายสองคนอยู่อันดับต้นๆ ของสายชั้น ไปที่ไหนก็คงมีแต่คนอ้าแขนรับสินะ”

 

            ซองมินเอ่ยเย้า ซีวอนได้แต่ก้มหน้าดูข้อมูลในหนังสือ ขณะที่คยูฮยอนกลับยกมือขึ้นทาบแก้มใสที่เริ่มร้อนผ่าว

 

            “เราไม่ได้ก่งขนาดนั้นซะหน่อย เพราะมีซีวอนช่วยติวหรอก เกรดเฉลี่ยเราเลยสูงขนาดนี้”

 

            “จริงเหรอ? งั้นซีวอนช่วยติวให้เราบ้างสิ” ซองมินทำตาลุกวาวแล้วยื่นหน้ามาหาซีวอน ร่างสูงผละถอยห่าง รู้ดีว่าซองมินเคยแอบชอบตัวเองมาก่อน ในขณะที่คยูฮยอนก็เอ่ยขึ้นประชดประชันเพื่อนร่วมชั้นแบบทีเล่นทีจริง

 

            “ติวเรื่องเรียนได้ แต่ติวเรื่องรักเราไม่ยอมหรอกนะ”

 

            “คยูฮยอน...ไปพูดอย่างนั้นกับซองมินได้ยังไง” ซีวอนหันมาหาคนรักแล้วตีหน้าดุ

 

            “ก็ฉันหวงซีวอนนี่นา ใครๆ ก็ชอบซีวอน แล้วอีกอย่าง ซองมินก็น่ารักไม่เบาเลยด้วย ถ้าซักวันซีวอนเผลอใจให้คนอื่นล่ะ ฉันจะทำยังไง”

 

            แทนที่ซองมินจะโกรธเคืองเพื่อน ร่างอวบกลับหัวเราะดังลั่น ใครๆ ก็รู้ว่าโจ คยูฮยอนขี้หึงขี้วีนขนาดไหน แม้ซีวอนจะไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง แต่ก็ยังมีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาหาซีวอนอยู่เรื่อย เขารู้ว่าการมีคนรักหน้าตาดี บางครั้งก็ต้องทำใจกันบ้าง แต่พอมีคนเข้ามาจู่โจมมากๆ บางทีคยูฮยอนก็อดทนไม่ไหว

 

            “เคลียร์กันเองล่ะนะ เราแค่พูดเล่น คยูฮยอนห้ามโกรธเราล่ะ” ซองมินเอ่ยจบก็คว้าหนังสือแล้ววิ่งขึ้นอาคารเรียนอย่างเอาตัวรอด คยูฮยอนทำท่าจะยกมือรั้งเรียก แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

 

            “หึงไม่เข้าเรื่องเลย...”

 

            “ซีวอนว่าฉันเหรอ?” เสียงใสหันมาสะบัดใส่คนรักพร้อมกับเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ปลิวกระจายตามแรงลม

 

            “ก็ว่านายนั่นแหละ ทำแบบนี้จะเสียเพื่อนนะ”

 

            “ไม่รู้ล่ะ คนมันรักนี่นา”

 

            คยูฮยอนบอกอย่างงอนๆ แก้มใสพองลมเข้าไปจนแก้มตุ่ยทั้งสองข้าง แทนที่ซีวอนจะโกรธกับความเอาแต่ใจของคนรัก เขากลับขยี้ผมนุ่มของคยูฮยอนอย่างเอ็นดู มือแกร่งจับท้ายทอยของอีกฝ่ายรั้งเข้ามาใกล้แล้วทาบทับริมฝีปากไปอย่างไม่สนใจสายตาของใครต่อใคร แม้จะอยู่ในโรงเรียน แต่ทุกคนที่นี่ก็รู้ดีว่าซีวอนและคยูฮยอนเป็นคู่รักที่สวีทกันมากแค่ไหน

 

            “ฉันก็รักคยูฮยอนมากเหมือนกัน ไม่มีทางจะเปลี่ยนใจไปหาใครหรอก”

 

ซีวอนบอกสั้นๆ ก่อนจะก้มลงไปดูข้อมูลในหนังสืออีกครั้ง ทิ้งให้คยูฮยอนนั่งหน้าแดงอยู่เพียงคนเดียว ใบหน้าหวานเอาแต่ระบายรอยยิ้มอ่อนอย่างมีความสุข จนกระทั่งข้อศอกของซีวอนกระทุ้งเข้าที่เอวบาง

 

            “เลือกคณะได้หรือยัง?” เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้น

 

            “แล้วซีวอนล่ะ?” คยูฮยอนเอ่ยถามกลับไปบ้าง เพราะซีวอนเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกคณะของคยูฮยอนด้วยเช่นกัน

 

            “ไม่รู้สิ คงเป็นแพทย์มั้ง”

 

            “แพทย์เลยเหรอ? ฉันคงเรียนไม่ไหวหรอก แต่ถ้าซีวอนเรียนแพทย์ ฉันอาจจะเรียนพยาบาล ไม่ก็ครุศาสตร์ สาขาพยาบาล จะได้อยู่ใกล้ๆ ซีวอนด้วยไง”

 

            ซีวอนยิ้มบางๆ ก่อนจะนึกถึงอนาคตในวันข้างหน้า เขาผิดหรือเปล่านะที่มองแต่อนาคตของตัวเอง ในขณะที่อนาคตของคยูฮยอนกลับมีเขาอยู่ในนั้นด้วย

 

            บางที...ถ้าคยูฮยอนไม่ฉุดรั้งเขาไว้

 

ซีวอนอาจจะไปจากผู้ชายคนนี้แล้วก็ได้

 

 

            “วันนี้ผมอยากเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่อยากเรียนศิลปะบ้าบออะไรก็ไม่รู้”

 

            ฮันกยองปัดหนังสือเรียนการวาดภาพเบื้องต้นลงจากโต๊ะเรียนไปอย่างไม่ใยดี แม้ว่าพ่อแม่จะจ้างครูมาสอนลูกชายถึงที่บ้าน แต่การใกล้ชิดผู้ปกครองมากเกินไปกลับทำให้ฮันกยองรู้สึกว่าตัวเองถูกขังอยู่ในคุก นับวันเขายิ่งอารมณ์ร้อน ก้าวร้าว และไม่ฟังใคร

 

            “ศิลปะเป็นสิ่งที่พัฒนาอารมณ์ของมนุษย์ และช่วยให้มนุษย์มีจิตใจที่อ่อนโยนนะคะ”

 

            “อาจารย์ว่าผมเป็นคนที่ก้าวร้าวงั้นสิ”

 

            ฮันกยองถามเสียงเข้ม เด็กหนุ่มอายุเพียง 14 ปี ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความโหดร้ายเกินอายุ หญิงสาวผู้เป็นอาจารย์ถึงกับมือสั่น เธอก้มลงเก็บหนังสือขึ้นมาอย่างใจเย็น ทว่าในขณะที่กำลังเงยหน้าขึ้นมานั้น กลับเห็นสายตาของฮันกยองที่จ้องมาที่หน้าอกที่โผล่พ้นออกมา

 

            “ผมอยากเรียนวิทยาศาสตร์”

 

            “แต่ว่า...”

 

            “คุณแม่บอกให้อาจารย์ตามใจผมทุกอย่างไม่ใช่เหรอ ผมอยากเรียน...สรีระวิทยา”

 

            ฮันกยองสัมผัสเข้ากับทรวงอกของอาจารย์สาวผ่านเสื้อเชิ้ตสีชมพู แม้อาจารย์จะมีสามีแล้ว แต่สัมผัสจากมือของเด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก็กระตุ้นความต้องการทางเพศรสได้เป็นอย่างดี เธอพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อดับอารมณ์สวาทให้มอดลงไป

 

            “งะ...งั้นวันนี้อาจารย์จะสอนวิทยาศาสตร์ก็ได้จ้ะ”

 

            “สอนเฉพาะภาคปฏิบัตินะครับ เพราะทฤษฎีผมอ่านมาหมดแล้ว”

 

            มือหนาทว่านุ่มนวลอยู่ในทีลูบไล้ขึ้นมาตามต้นขาของอาจารย์สาว เธอมองหน้าฮันกยองด้วยท่าทางหวาดหวั่น หากแต่เด็กชายกลับยกนิ้วเรียวอีกข้างขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองไว้

 

            “ชู่...อย่าส่งเสียงไปนะครับ เดี๋ยวมันจะไม่สนุก”

 

            เสียงเยือกเย็นของเด็กหนุ่มทำให้อาจารย์สาวตกอยู่ในภวังค์ เธอรู้ดีว่าสิ่งที่ฮันกยองทำอยู่นั้นมันคือการลวนลามทางเพศ และอาจจะนำไปสู่การข่มขืนได้ แต่เธอกลับไม่รู้วิธีที่จะต่อต้านออกไปเลย

 

            บางทีเธออาจจะรู้ แต่ไม่สามารถต้านทานอารมณ์ที่ปะทุของตัวเองได้

 

            “อ๊ะ!”

 

            เสียงใสครางฮือด้วยความเสียวซ่าน นิ้วของฮันกยองสัมผัสกับจุดอ่อนไหวใต้กางเกงในอย่างชำนาญ ราวกับเขาเป็นหนุ่มใหญ่ที่มีอายุอานามไม่น้อยกว่า 30 ปี กางเกงในตัวจิ๋วชื้นฉ่ำไปหมด ฮันกยองลุกจากเก้าอี้ แล้วฉุดอาจารย์สาวขึ้นไปนอนบนโต๊ะ

 

            หากแต่แทนที่จะนอนหงาย...กลับกลายเป็นนอนคว่ำ

 

            “ว้าย!”

 

            เสียงหวีดร้องดังลั่นเนื่องจากฮันกยองสอดใส่ความแข็งแกร่งเข้าไปยังช่องทางด้านหลัง ความเจ็บปวดแทรกซึมเข้ามาทุกอณูทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมาเป็นสาย เรียวขนตั้งชูชันไปหมด และกลิ่นคาวเลือด...เธอได้กลิ่นคาวเลือดมาจากบริเวณนั้น

 

            “ปะ...ปล่อยนะ”

 

            เธอทั้งดิ้นพล่าน ทั้งผลักเด็กนักเรียนหนุ่มออกห่าง ทว่าความแค้นที่สั่งสมอยู่ในตัวของฮันกยองมีมากเหลือเกิน เขาถอนความแข็งแกร่งออกช้าๆ ก่อนจะกระแทกเข้ามาจนสุดทำให้อาจารย์สาวแทบหมดแรง รอยยิ้มร้ายกาจกระตุกขึ้นที่มุมปากเมื่อเสร็จกิจของตัวเอง ก่อนจะเหวี่ยงอาจารย์ออกไปนอกห้องอย่างไม่ใยดี

 

            “อย่าคิดจะไปแจ้งตำรวจล่ะ ไม่งั้นผมเอาถึงตายแน่”

 

 

            เสียง ร้องไห้จ้าดังลั่นโรงเรียนอนุบาลขนาดเล็ก คุณครูใจดีพยายามแกะมือเด็กน้อยออกจากมือของผู้ปกครอง ทว่าเด็กชายกลับดิ้นพล่านแล้วถาโถมแรงกายทั้งหมดไปหาผู้เป็นพ่อ

 

            “ปะป๊า...อย่าทิ้งทงเฮไป...ฮือๆ”

 

            “ปะป๊าไม่ได้ทิ้งทงเฮไปไหนนะครับ เดี๋ยวตอนเย็นปะป๊าจะมารับนะ”

 

            ฮยอก แจบอกทั้งๆ ที่น้ำตากำลังคลออยู่เต็มหน่วยตา ไม่เพียงแต่ทงเฮเท่านั้นที่ไม่ยอมปล่อยมือจากเขา ฮยอกแจเองก็ไม่อาจปล่อยมือลูกชายไปด้วยเช่นกัน ทงเฮคงตื่นกลัวต่อสภาพแวดล้อมที่แปลกตา หวาดกลัวต่อผู้คนมากมายที่ไม่คุ้นหน้า

 

            ทงเฮกำลังต้องการเขา...

 

            “คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เด็กส่วนใหญ่ก็ร้องไห้แบบนี้เวลามาโรงเรียนครั้งแรก”

 

            คุณ ครูใช้ความพยายามอย่างมากในการอธิบายให้ฮยอกแจฟัง แต่ฮยอกแจกลับไม่กล้าที่จะปล่อยมือลูกชายของตัวเอง น้ำตาของทงเฮที่เปรอะเปื้อนแพรขนตาสวยทำให้เขาใจสั่น ฮยอกแจใช้แรงทั้งหมดดึงทงเฮออกมาจากคุณครูสาว ก่อนจะโอบกอดลูกชายไว้แนบแน่น

 

            “ฮือๆ ทงเฮ...ปะป๊าขอโทษ”

 

            “อย่าทิ้ง...ฮึก...อย่าทิ้งทงเฮไปนะฮะ...ฮือๆ”

 

            ทั้ง พ่อทั้งลูกต่างกอดกันร้องไห้จนคุณครูส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ในที่สุดเด็กชายก็ร้องไห้จนเหน็ดเหนื่อยแล้วผล็อยหลับไปในอ้อมอกอุ่นของผู้ เป็นพ่อ ฮยอกแจจึงอุ้มลูกชายไปนอนในมุมหนึ่งของห้องพักครู จนกระทั่งลมหายใจของทงเฮสม่ำเสมอแล้ว เขาจึงหันมาบอกคุณครูสาว

 

            “ผมขออยู่ดูแลลูกจนกว่าโรงเรียนจะเลิกได้ไหมครับ”

 

            เขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงแกมขอร้อง ตอนแรกคุณครูก็นึกในใจว่าฮยอกแจช่างหน้าเด็กเหลือเกิน แต่จากคำพูดคำจาแล้ว เธอก็รู้โดยอัตโนมัติว่าฮยอกแจคงยังอายุได้ไม่เท่าไรแน่ๆ

 

            “ดิฉันว่าคุณค่อยมารับทงเฮตอนเย็นดีกว่านะคะ ถ้าเขาได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ เขาก็จะลืมเรื่องร้องไห้ได้ค่ะ”

 

            “แต่ว่า...”

 

            “คุณคะ ฉันเป็นครูอนุบาลมาหลายปี ฉันรู้วิธีที่จะดูแลเด็กที่ติดพ่อแม่ แต่ถ้าคุณยังโอ๋ทงเฮแบบนี้ ทงเฮก็จะไม่โตนะคะ”

 

            ฮยอก แจเม้มปากแน่น เขาหันไปมองลูกชายที่กำลังหลับสนิท เสียงลมหายใจดังฟืดฟาดบ่งบอกว่าลูกของเขาหลับไม่ค่อยสบายเท่าใดนัก ซึ่งฮยอกแจก็ย้ำกับคุณครูไปแล้วว่าทงเฮมีโรคประจำตัว เขาไม่มีทางลืมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของลูกชายเด็ดขาด

 

            “ก็ได้ครับ”

 

            ใน ที่สุดร่างโปร่งก็ตัดสินใจเชื่อคำพูดของคุณครู เขาโน้มลงไปหอมแก้มเนียนของลูกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะผละออก ทว่าเสียงของทงเฮกลับดังขึ้นอย่างหวาดผวา

 

            “ปะป๊า...”

 

            “ทงเฮ!”

 

ฮยอก แจถลาเข้าไปกอดลูกไว้แนบอก ในที่สุดวันแรกที่เขาไปส่งทงเฮเข้าโรงเรียน ฮยอกแจก็ไม่อาจจะทิ้งลูกกลับบ้านได้ เขานั่งอยู่หลังห้อง มองดูทงเฮทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ มองดูเวลาที่ลูกยิ้ม เวลาที่ลูกหัวเราะ หรือแม้แต่เวลาที่ลูกวิ่งแล้วหกล้ม

 

            ความสุขของพ่อแม่คือการที่ได้เห็นลูกมีแต่รอยยิ้มสินะ

 

            มันช่างเป็นความสุขที่ฮยอกแจอยากเก็บเกี่ยวเอาไว้นานๆ เหลือเกิน

 

 

Talk with Lee Seen

            ตอนนี้จบไปแล้วอีกตอน ฮือๆๆๆ ฮยอกแจอ่ะ รักลูกชายอะไรขนาดนั้น

ถ้าวันหนึ่งรู้ว่าลูกชายคนนี้ไม่ใช่ลูกของตัวเอง ฮยอกแจจะทำยังไงต่อไปน้า...

ไม่อยากให้ถึงวันนั้นเลยอ่ะ สงสาร...

 

มาถึงตอนนี้...หลายคนอาจจะมีคำถามว่า ฮันกยองจะร้ายใส่ใครกันแน่

ใจเย็นๆ นะคะ อีกไม่นานหรอก ไม่วอนคยู ก็อึนเฮนี่แหละ หึหึ

 

อ้อ! เวลามีความสุขก็อย่าดีใจมากไปนะคะ เวลาที่เสียใจจะได้ไม่เจ็บมาก อิอิ

อีกเรื่องคือ...ยังไม่ได้เปิดตัวละครอีกสามตัว >>> ฮีชอล เยซอง ยูชอน (รับเชิญ)

 

กลับไปอ่าน 'chapter 6 แกล้ง'ในเด็กดีได้ที่...

 

 

 

หลงรัก : Intro ครั้งแรก

posted on 18 Jul 2011 23:59 by leeseen

 

หลงรัก

 

 

Intro
ครั้งแรก

 

            มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว แต่ฮยอกแจกลับไม่เคยลบเลือนมันไปจากหัวใจเลย

 

            ...เซ็กส์ครั้งแรก...

 

            “ฮยอกแจ พี่สาวรักนายมากเลยนะ”

 

            เสียง หวานพร่ำบอกพร้อมกับริมฝีปากที่คลอเคลียอยู่ริมใบหู ฮยอกแจเป็นแค่เด็กบ้านนอกธรรมดาๆ คนหนึ่งที่พ่อแม่เสียชีวิตตอนอยู่ชั้นประถม เขาเข้ามาทำงานเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือในกรุงโซลจนได้มาเจอกับรุ่น พี่มัธยมปลายปีสามที่สวยที่สุดในโรงเรียน

 

            “ผมก็รักพี่จีฮโยครับ”

 

            สิ้น เสียงที่เพิ่งแตกหนุ่มนั้น ร่างเพรียวบางก็ผลักฮยอกแจลงไปนอนราบกับโซฟาแล้วขึ้นคร่อมทันที เธอถอดเสื้อนักเรียนออกจนเผยให้เห็นหน้าอกขาวเนียนที่ล้นทะลักออกมา วินาทีนั้นฮยอกแจรู้สึกว่าสวรรค์อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

 

            เขาไม่คิดว่าเธอจะมอบความรักจนยอมเป็นของเขาได้อย่างง่ายดายขนาดนี้

 

            “อา...ฮยอก...ฮยอกแจ...”

 

            “พี่จีฮโย...”

 

            ใน ขณะที่ฮยอกแจนอนราบอยู่นั้น ซง จีฮโยกลับทำทุกๆ อย่างได้อย่างชำนิชำนาญ เธอรู้ว่าจุดไหนจะทำให้ฮยอกแจมีความสุข จุดไหนจะทำให้ฮยอกแจถึงที่หมาย แต่ฮยอกแจกลับไม่รู้อะไรเลย

 

            เขาแค่รักเธอ...แค่รักเท่านั้น

 

            “...อา...”

 

            จี ฮโยร้องลั่นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปลดปล่อยของเหลวกลิ่นคาวออกมาเต็มหน้าท้องของฮยอกแจ ในขณะเดียวกันนั้น ฮยอกแจเองก็ปลดปล่อยความรู้สึกครั้งแรกออกมาเช่นเดียวกัน แต่เขากลับแยกไม่ได้เลยว่ามันเป็นเพราะเขาถึงที่หมายแล้ว หรือเป็นเพียงแค่ปัสสาวะธรรมดาเท่านั้น

 

            ทั้ง คู่ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม จีฮโยเอนศีรษะลงมาซบกับไหล่บางของฮยอกแจไว้ เด็กหนุ่มจึงจูบที่ขมับสวยของเธอด้วยความอ่อนโยน แล้วเอ่ยคำ

 

            “ผมจะรับผิดชอบพี่จีฮโยเองครับ”

 

แม้ ว่ามันจะเป็นความผิดพลาดหรืออะไรก็ตาม แต่พ่อและแม่ของฮยอกแจก็เคยสอนว่าลูกผู้ชายทำอะไรแล้วต้องรับผิดชอบ ต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษให้เพศที่อ่อนแอกว่าอยู่เสมอ

 

ฮยอกแจกำลังนำคำสั่งสอนนั้นมาใช้ในชีวิตของตัวเองแล้ว

 

“ฮ่าๆ ตลกน่า นายจะมารับผิดชอบพี่ทำไม พี่ไม่ได้ท้องซักหน่อย”

 

            เธอหัวเราะลั่น แต่ฮยอกแจกลับเอียงคอมองด้วยความแปลกใจ

 

            “แต่พี่จีฮโยเป็นภรรยาของผมแล้ว”

 

            “เด็กน้อยเอ๊ย! ในโลกนี้มีอะไรอีกตั้งมากมายที่นายยังไม่รู้”

 

            มือ บางขยี้ผมของฮยอกแจจนยุ่งเหยิงไปหมด เสียงกริ่งของโรงเรียนดังบอกเวลาเข้าเรียนตอนบ่าย จีฮโยจึงจัดแจงชุดนักเรียนให้เรียบร้อย ก่อนจะหันมาบอกลาฮยอกแจแล้วเดินออกไป

 

            “ไว้อีกซักห้านาทีค่อยไปเรียนนะ เดี๋ยวคนอื่นจะสงสัย”

 

            “ค...ครับ”

 

            ฮยอก แจผงกศีรษะรับรู้ ก่อนจะเอนหลังลงไปกับพนักพิงอีกครั้งแล้วหลับตาลง เขาชอบสัมผัสเมื่อครู่นี้มากเหลือเกิน มันทั้งตื่นเต้นและให้ความรู้สึกดีมาก ใบหน้าสวยงามของจีฮโยยังวนเวียนอยู่ในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเกิดขึ้นจนทำให้ฮยอกแจถึงจุดสุดยอดไปอีกหลายหน

 

 

            ใน วัดแห่งหนึ่งของประเทศจีน ที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมตามศาสนาเท่า นั้น แต่ยังเป็นที่พักพิงให้กับมนุษย์อีกมากมาย เด็กหลายๆ คนที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งถูกเลี้ยงรวมๆ กันอยู่ที่นี่ ทานอาหารร่วมกัน นอนร่วมกัน และใช้ห้องน้ำด้วยกัน

 

            พวกเขาถูกคนอื่นๆ เรียกว่า... ‘เด็กวัด’

 

            “เฮ้ย! ไอ้เกิง เจ๋งนักเหรอวะ?”

 

            เสียงเหี้ยมของเด็กวัดที่ตัวโตที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นขาออกไปสกัดเด็กชายหน้าตี๋จนล้มคว่ำไปกองกับพื้น

 

            “แค่หลวงพ่อเรียกเข้าไปนวดขาบ่อยๆ ทำเป็นหยิ่ง”

 

            มือ หนากระชากคอเสื้อเด็กชายขึ้นมา พร้อมกับลูกสมุนอีกสี่ห้าคนเข้ามาล้อมเอาไว้ หาน เกิงหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่ก แต่เมื่อถูกสายตาของหัวโจกตัวโตถลึงใส่ เขาก็ก้มงุดลงไปอีกครั้ง

 

            “พวกแกจับมันแก้ผ้าซิ!”

 

            เมื่อ สิ้นเสียงของหัวหน้ากลุ่ม คนอื่นๆ ก็พากันล๊อกแขนของเกิงเอาไว้ แล้วดึงกางเกงของเด็กชายลงมากองที่ข้อเท้าเผยให้เห็นมังกรน้อยแต่มีขนาดใหญ่ กว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

 

            “พี่เหวินอย่าทำอะไรผมเลยครับ”

 

            “เห้ย! ดูมันสิ ยกมือขึ้นไหว้ด้วยว่ะ กลัวจนไอ้นั่นหดเลยหรือไง ฮ่าๆๆ”

 

            เสียง หัวเราะดังระนาวขึ้นมาอย่างเยาะเย้ย เกิงถูกจับแก้ผ้าแล้วผูกข้อมือทั้งสองข้างด้วยเชือกเส้นใหญ่ ก่อนจะโดนลากไปรอบๆ บ้านพัก มันทั้งเจ็บปวด เคียดแค้น แต่เกิงกลับทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากร้องไห้

 

            เด็ก เหล่านั้นผูกเกิงไว้กับเสาเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ก่อนที่เด็กชายที่ตัวโตที่สุดจะคิดอะไรพิเรนทร์ขึ้นมา มือหนาทั้งสองข้างจับบั้นท้ายของเกิงแน่น แล้วสอดส่วนแสดงความเป็นชายเข้ามาในร่างกายของเกิง มันเจ็บแปลบปานจะขาดใจ เกิงอยากจะให้เข็มของนาฬิกาหมุนเร็วๆ กว่านี้ อยากให้สิ้นอายุขัยของเขาเสียตอนนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานอีก

 

            ครั้งแล้วครั้งเล่า...คนแล้วคนเล่า...

 

            จากความเจ็บปวดและทรมานค่อยๆ หล่อหลอมทีละนิดจนกลายเป็นความเคียดแค้น ต่อจากนี้ไปเกิงจะไม่ยอมเป็นคนที่ถูกทำร้ายอีกแล้ว

 

            ทุกคนจะต้องเจ็บปวดเหมือนกับที่เขาเคยเป็น

 

 

Talk with Lee Seen

            เฮือกกกกกกก เอามาลงอีกเรื่องแล้ว

มีคนกระซิบมาบอกว่าอยากอ่านแต่ไม่อยากให้เอาลงเพราะกลัวว่ามันจะจบ

ซีนไม่ได้ไปไหนนะคะ ไม่แต่งแต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการนี้

ไม่แน่...อีกสิบปีข้างหน้าอาจจะแต่งอีกก็ได้ ใครจะรู้ ฮ่าๆๆ

จู่ๆ ก็คิดถึงพี่จุนกิ(แฟนเก่าตัวเอง) ตั้งแต่พี่จุนกิเข้ากรม น้องซีนไม่มีกำลังใจในการแต่งฟิคเลย

กำลังใจเลยได้มาจากรีดเดอร์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยแต่มีพลังอันยิ่งใหญ่

เหมือนฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนให้ซีนแต่งฟิคต่อไปได้ โฮะๆๆ มาโหมดไหนกันแน่ ดูงงๆ เนอะ

เอาเป็นว่า...ช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกๆ คนด้วยนะค้า...(ป่วงมาก)


ลืมสปอยล์ตอนหน้าค่ะ
เปิดตัวทงเฮสุดอลังการ เด็กชายอายุ หนึ่งเดือน(ฟิคนี้ไม่ใช่โชตะนะค้า...)

กลับไปอ่าน 'chapter 1 จดหมาย'ในเด็กดีได้ที่...

Do You Want Drama [HaeEun] 3/3 - NC

posted on 01 Jul 2011 00:13 by leeseen

            “เป็นสามีนายไง”

 

            ดวงตากลมโตเบิกโพลงด้วยความตกใจ ผมรีบดันคนตรงหน้ากลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้งแล้วปิดประตูลงทันที

 

            “อื้อ...อะ...ไอ้บ้า...อุ๊บ!” ฮยอกแจพยายามดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของผม แต่ผมกลับรีบฉวยโอกาสบุกเข้าไปจุมพิตที่ริมฝีปากของฮยอกแจอย่างรวดเร็ว กำปั้นเล็กๆ เอาแต่ทุบหน้าอกของผมเป็นเชิงประท้วง ผมจึงรวบข้อมือทั้งสองข้างของเขาไว้แล้วดันแผ่นหลังบางให้ถอยกรูดไปติดกำแพง

 

            ผมรู้ว่าฮยอกแจตกใจและทำอะไรไม่ถูกที่ผมเข้ามาจู่โจมเข้าแบบนี้ ร่างบางยืนตัวสั่นท่ามกลางความสะใจของผม แปลกจังที่คราวนี้หมอนั่นไม่เห็นจะปากดีเหมือนตอนอยู่ในเว็บบอร์ดเลย

 

            สงสัยจะเป็นแค่นักเลงคีย์บอร์ดกระจอกๆ เท่านั้นสินะ

 

            “ปะ...ปล่อย...”

 

            เสียงของคนตรงหน้าแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว ผมจึงผละจูบออก ก่อนจะยกมือหนึ่งขึ้นปิดปากเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็รวบข้อมือบางขึ้นสูง แล้วโน้มต่ำลงมาซุกไซร์ซอกคอขาวเนียนของเขา

 

            “ฮือ...อ๊ะ...”

 

            เขาทั้งร้องไห้ทั้งครางกระเส่าออกมาในเวลาเดียวกัน ผมรู้ว่าเขากำลังหวาดกลัว แต่ฮยอกแจก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายของเขากำลังรู้สึกดีที่ได้รับสัมผัสแบบนี้ ผมอุ้มฮยอกแจขึ้นไปนอนบนเตียง ก่อนจะฉีกเสื้อผ้าของเขาขาดเป็นชิ้นๆ

 

            “ไอ้บ้า...ถ้าพ่อฉันกลับมา นายตายแน่!!!”

 

            “วันนี้พ่อนายไปมกโพ มะรืนนี้ถึงจะกลับ” ผมตอบแล้วกระตุกยิ้ม ฮยอกแจจึงเบิกตากว้างทันที

 

            “รู้ได้ยังไง นายเป็นใครอ่ะ...ไอ้วิตถาร...ไอ้เวรเอ๊ย!!!”

 

            ฮยอกแจดิ้นแค่ไหนก็คงสู้แรงผมไม่ได้ ตอนนี้เขาเหลือเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวเท่านั้นที่ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ผมรีบกวาดมองทุกๆ ส่วน มันขาวมากจริงๆ ขาวจนทำผมรู้สึกเหงื่อแตก ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี

 

            ตัวก็ขาว...

 

            หัวนมก็สีชมพูเรื่อ...

 

            ก่อนที่ผมจะตกอยู่ในภวังค์ไปมากกว่านี้ ผมก็จัดการโน้มลงจูบไหปลาร้าสวย เน้นย้ำอยู่หลายครั้งก่อนจะลากต่ำลงมาผ่านหน้าท้องแบนราบและสะโพกสวย ผมทำร่องรอยรักสีกุหลาบอยู่หลายจุดจนสาแก่ใจจนเหลือจุดยุทธศาสตร์จุดสุดท้าย

 

            “อยากรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”

 

            ผมลากมือหนาผ่านขาหนีบของเขาแล้วสัมผัสกับส่วนอ่อนไหวที่ตอนนี้มันตื่นตัวเต็มที่อย่างแผ่วเบา ฮยอกแจบิดสะโพกเร่า ก่อนจะปรือตาลง ทว่าเสียงสั่นๆ ก็ยังถามขึ้น

 

            “นะ...นายเป็นใคร...อ๊า...”

 

            ผมแกล้งขยำเป้ากางเกงของฮยอกแจด้วยความหมั่นเขี้ยว ฮยอกแจร้องลั่นก่อนจะปลดปล่อยน้ำรักสีขาวขุ่นออกมาเปื้อนกางเกงชั้นในเต็มไป ใบหน้าหวานแดงก่ำราวกับอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ในขณะที่ผมอ้าปากค้างด้วยความอึ้ง

 

            ผมยังไม่ได้ทำอะไรเขาเลยนะ

 

            ก็แค่เล้าโลม...

 

            ฮยอกแจขยับตัวหนีขึ้นไปนั่งแอบอยู่บนหัวเตียง ในขณะที่ผมเองก็ยืนขึ้น ก่อนจะหันหลังให้เขาด้วยท่าทางเท่ๆ หลังจากนั้นผมก็เอ่ยขึ้น

 

            “นามแฝงฉันคือ ‘donghae861015’ ไงล่ะ หึหึ”

 

            ผมเดินออกมาจากห้องนั้นด้วยความสะใจทันที ไม่ได้หันไปมองหน้าของฮยอกแจหรอกว่าตอนนี้ทำหน้าแบบไหน แต่คำด่าที่ตะโกนไล่หลังมาก็ชัดเจนเป็นอย่างดี

 

            “ไอ้ควาย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 (อย่าลืมกลับไปคอมเม้นท์ในหน้าฟิคเด็กดีเพื่อให้กำลังใจน้องซีนนะค้า...)

Dear Ajusshi [NC - TeukHyuk]

posted on 05 Jun 2011 19:10 by leeseen

 

            “ฮยอกอยากเป็นของคุณลุงคนเดียว” ฮยอกแจเอ่ยบอกหลังจากที่ผละออกไป จองซูรีบอุ้มคุณหนูที่น่ารักของเขาขึ้นไปนอนบนเตียงอีกครั้ง ก่อนจะนอนคร่อมบนร่างขาวเนียนของคุณหนูทันที

 

            “คุณหนูอย่าไปยั่วใครแบบนี้อีกนะครับ” จองซูบอกแล้วพรมจูบไปทั่ว กลิ่นสบู่ที่หอมเย้ายวนทำให้สติของเขาหลุดลอยไปไกลแล้ว ร่างสูงรีบถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มของตัวเองออกไปกองข้างเตียง ก่อนจะบดเบียดส่วนแข็งขึงของตัวเองให้แนบชิดส่วนอ่อนไหวของคนรัก

 

            “ฮยอก...จะ...อ๊ะ...จะไม่ทำแบบนี้กับใคร...อื้อ...”

 

            คนตัวเล็กบิดเร่าเมื่อริมฝีปากหนาครอบครองหน้าอกขาวเนียนของตัวเอง สัมผัสที่หนักหน่วงแต่ไม่ได้รุนแรงทำให้คนตัวเล็กแอ่นหน้าอกด้วยไฟปรารถนาอันร้อนแรง มือเรียวขยุ้มผมของบอดี้การ์ดด้วยความเสียว ก่อนจะเม้มปากไว้แน่นเพื่อไม่ต้องการให้เสียงร้องของตัวเองเล็ดลอดออกไป

 

            “ร้องเถอะครับ ไม่มีใครอยู่แถวนี้หรอก”

 

            “อ๊า...คุณลุง...อะ...อา...” สิ้นเสียงของจองซู ฮยอกแจก็ปลดปล่อยมาเต็มที่ คนตัวเล็กบิดสะโพกเร่าเพื่อหยอกล้อกับท่อนเนื้อแกร่งของจองซูที่เบียดชิดกับเขา ต่างคนต่างรู้สึกคับแน่นและอึดอัดไม่ต่างกัน

 

            “ผมต้องการคุณหนูนะครับ”

 

            “ฮยอก...ก็เหมือนกัน...อื้อ...”

 

            ฮยอกแจแทบคุมสติตัวเองไม่อยู่แล้วเมื่อปลายลิ้นของจองซูลากผ่านเอวบาวของเขาแล้ววนรอบๆ สะดือสวย ถึงกระนั้นมือแกร่งของยังเขี่ยยอดปทุมถันอย่างเร่าร้อน บางครั้งก็บีบคลึงด้วยความรักใคร่เช่นกัน

 

            “คุณหนูบอกรักผมสิ!”

 

            ฮยอกแจไม่ได้บอกตามที่จองซูขอร้อง ทว่าเมื่อส่วนอ่อนไหวของตัวเองกำลังถูกจองซูครอบครองด้วยปาก ฮยอกแจก็ส่งเสียงครางออกมาโดยอัตโนมัติ

 

            “รัก...อ๊ะ...รักอีทึก...ฮยอก...อื้อ...”

 

            คนตัวเล็กครางแทบไม่เป็นภาษา จองซูยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะเร่งให้เร็วยิ่งขึ้น ทว่าด้วยความที่ฮยอกแจไม่ประสีประสาในเรื่องนี้เท่าใดนัก ของเหลวอุ่นๆ จึงถูกปลดปล่อยได้อย่างง่ายดาย

 

            มันเข้าจนเต็มโพรงปากของคนตัวสูงเลยทีเดียว และแน่นอนว่าเขากลืนมันไปในพริบตา

 

            “ฮยอก...ขอโทษ” เสียงหวานเอ่ยบอกด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ซึ่งจองซูเข้าใจได้ดี

 

            “ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ คุณหนูเริ่มใหม่ก็ได้นี่”

 

            “หืม?”

 

            ร่างบางเลิกคิ้วด้วยความสงสัย แต่ก่อนที่จะได้แปลกใจไปมากกว่านั้น จองซูก็เลื่อนใบหน้าคมขึ้นไปจุมพิตที่หน้าผากมนแล้วเคลื่อนต่ำลงมายังจมูกโด่งรั้น ก่อนจะประกบเข้ากับเรียวปากสวย เขากดเน้นซ้ำๆ เพื่อให้ฮยอกแจผ่อนคลาย และในวินาทีที่ฮยอกแจกำลังต้องการอากาศหายใจ จองซูก็แทรกปลายลิ้นร้อนเข้าไปไล่กวดอีกฝ่ายอย่างชำนาญ

 

            “อื้อ” ฮยอกแจพยายามดันหน้าอกอีกฝ่ายออกห่าง ทว่านิ้วเรียวที่ค่อยๆ สอดใส่ไปในช่องทางด้านหลังทำให้มือบางของคนตัวเล็กอ่อนแรงในทันที

 

            “จะ...เจ็บอ่ะ...คุณลุง...ฮยอกเจ็บ...อ๊ะ...”

 

            “เบาๆ นะครับคุณหนู อย่ากลัวนะครับ”

 

            จองซูค่อยๆ ขยับนิ้วเรียวเข้าออกช้าๆ ของเหลวสีใสไหลออกมาตามนิ้วของเขาด้วย ในความเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจนั้น ฮยอกแจรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังลอยตัวขึ้นไปบนสวรรค์ เหมือนนกที่กำลังหัดบิน เหมือนปุยนุ่นที่ถูกลมพัดพาไปไกลแสนไกล

 

            “อื๊อ...”

 

            เสียงใสยังคงครางออกมาอยู่เรื่อยๆ จองซูสอดแทรกนิ้วเข้ามาเยอะแค่ไหนแล้วฮยอกแจก็ไม่รู้ เพราะตั้งแต่นิ้วแรกมันก็สร้างความเจ็บปวดเสียจนแยกไม่ออก สะโพกมนบิดไปมาอย่างเจ็บปวด หากแต่จองซูกลับไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไปง่ายๆ เขาถอดนิ้วออกแล้วสอดแก่นกายของตัวเองเข้าไปในช่องทางที่เปิดกว้างอย่างรวดเร็ว

 

            “อ๊า...เอาออกไปนะ...ฮยอกกลัว...คุณลุง...ไม่เอาแล้ว...ฮึก...ไม่เอา!”

 

            “คุณหนูเชื่อผมสิครับ เชื่อ...และทำตามที่ผมบอกนะ” เขาบอกเบาๆ และลูบเรือนผมนุ่มด้วยความอ่อนโยน

 

            “ยะ...ยังไง...?”

 

            “อย่าเกร็งนะครับ”

 

            “ฮึก...อื้อ...” ขานรับทั้งๆ ที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด จองซูไม่กล้าขยับตัวเลยสักนิด เขากลัวว่าจะทำให้ฮยอกแจเจ็บไปมากกว่านี้

 

            “ผมจะทำให้คุณหนูผ่อนคลาย คุณหนูจะเชื่อมั่นในตัวผมได้ไหมครับ?”

 

            “ฮยอกเชื่อ...เชื่อทุกอย่าง...ฮือ...”

 

            หลังจากที่ฮยอกแจรับปาก จองซูก็ประกบริมฝีปากลงไปอีกครั้ง เขาสอดลิ้นร้อนเข้าไปชิมความหวานในโพรงปากอุ่นของฮยอกแจและคนตัวเล็กก็ตอบรับจุมพิตนั่นเป็นอย่างดี อีกทั้งมือหนาก็สาละวนอยู่กับเม็ดบัวสีชมพูดที่ชูชันท้าทายเขา นิ้วเรียวเขี่ยไปมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจออกไป ก่อนจะค่อยๆ ขยับสะโพก

 

            “อื้อ...”

 

            ฮยอกแจแค่ส่งเสียงครางในลำคอเท่านั้น แต่เขาไม่รู้เลยว่าสมองกำลังสั่งงานไปที่ส่วนไหน มันเจ็บปวดและภาพทุกอย่างก็ดูเบลอไปหมด แต่เขาก็ยังมีความสุขที่ได้ทำแบบนี้ พอเวลาผ่านไปสักพัก ความเจ็บปวดก็แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกดี

 

            ทั้งคู่เป็นของกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบ จองซูขยับร่างกายจนพวกเขาปลดปล่อยสิ่งที่คับแน่นตั้งแต่แรกออกมาจนหมด ก่อนที่เสียงทุ้มจะกระซิบอย่างแผ่วเบา

 

กลับไปยัง dek-d >>> http://t.co/s9uQ5ab

edit @ 5 Jun 2011 19:11:26 by Lee Seen

8

 

            “ยอ...โบ...เซ...โย”

 

            ผมกรอกเสียงยานครางใส่ลงไปในโทรศัพท์ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงใหญ่    ไม่มีโอกาสจะได้สำรวจเลยด้วยซ้ำว่ารอบๆ ห้องเป็นอย่างไรบ้าง    ไฟในห้องยังคงปิดสนิท   บางทีอาจจะเป็นดวงตาของผมที่หนักอึ้งด้วยเช่นกันที่ทำให้ทุกอย่างมันดูเลือนลางขนาดนี้   ฮันกยองล้มตัวลงนอนข้างๆ ตัวผม    เขาฟุบหน้าลงกับหมอนนุ่ม   หากมือของเขากลับโอบรอบเอวของผมเอาไว้

 

            “ฮยอกแจ   นายเมาเหรอ?”

 

            เสียงของคิบอมถามไถ่ผมด้วยความเป็นห่วง    ผมเอื้อมมือไปกุมทับมือหนาของฮันกยองเอาไว้    ผมมีสติที่ไม่ครบถ้วนเท่าใดนักในเวลาแบบนี้   รู้เพียงอย่างเดียวว่าข้างในมันร้อนเหลือเกิน

 

            “คิ...บอม...กอด...ฉัน...หรือเปล่า?”

 

            “หืม!!   นายดื่มหนักมากเลยเหรอเนี่ย?    ให้ฉันไปรับไหม?”

 

            คิบอมคงแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ผมถามแบบนั้น   เพราะไอร้อนจากท่อนแขนของฮันกยองทำให้ผมพูดเพ้อเจ้อออกไป

 

            “ม่าย...อาว...ฉันจะ...นอน...กอด...คิบอม...ที่...นี่...ทั้ง...คืน”

 

            “บอกฉันมาว่านายอยู่ที่ไหน   บ้านเพื่อนของนายอยู่ที่ไหนเดี๋ยวฉันจะไปรับ”

 

            “ฉัน...อยู่...ใน...ใจ...ของ...บอมอา...”

 

            ผมตอบพลางซุกเข้ากับอกแกร่งของฮันกยอง   มือเล็กๆ ลูบไล้จากหน้าท้องลามมายังอกกว้างอย่างซุกซน    ฮันกยองไม่ได้ตำหนิอะไรผม   ทว่าเขากลับดึงตัวผมเข้าไปกอดให้แน่นขึ้น

 

            “ฮยอกแจ...ฟังฉันสิ    นายอยู่ที่ไหน?”

 

            “กอด...ฉัน...แน่นๆ...น้า~”

 

            “เฮ้อ!!”

 

            เสียงถอนหายใจของคิบอมลอดเข้ามาในโทรศัพท์เพราะจับใจความในคำพูดของผมไม่ได้เลย    คนที่กำลังนอนกอดผมอยู่ประทับจูบบนหน้าผากของผมอย่างแผ่วเบา    โดยปกติแล้วอี ฮยอกแจจะแยะและจดจำสัมผัสของแต่ละคนได้    แต่เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้ผมคิดไปว่านี่มันไม่ต่างอะไรจากสัมผัสของคิบอมเลยแม้แต่นิดเดียว

 

            “จูบ...กัน...น้า...”

 

            “จ...จูบเหรอ?”

 

            คิบอมพูดเสียงสูง    แต่ผมไม่ได้ตอบกลับไป   ตอนนี้ฮันกยองเลื่อนริมฝีปากลงมาชิมความขมจากกลีบปากของผมแล้ว    ผมจึงไม่สามารถตอบคิบอมได้    สิ่งที่ส่งกลับไปจึงมีเพียงเสียงครางฮือในลำคอของผมเท่านั้น

 

            “จะชวนเล่นเซ็กส์โฟนหรือไงกัน?”

 

            “อ่ะ...อืม...”

 

            “ฮยอกแจ...อย่าเล่นแบบนี้นะ   นายไม่ได้อยู่กับใครใช่ไหม?”

 

            “อือ...อืม...ถอด...เลย...สิ”

 

            ผมทนแทบจะไม่ไหวจนต้องบอกให้คนที่เพิ่งถอนริมฝีปากออกไปเมื่อครู่รีบถอดเสื้อผ้าของผมออกเร็วๆ   เขาคงมีสติครบถ้วนมากกว่าผม   ดังนั้นเขาคงจัดการเรื่องทั้งหมดได้   ส่วนผมทำหน้าที่ได้ดีที่สุดก็คือการตอบสนองทางอารมณ์เท่านั้น

 

            “ฉันถอดกางเกงออกแล้วนะ   นายล่ะ...ทำอะไรอยู่?”

 

            คิบอมผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยกำลังเข้าใจผิด    ฉันขอโทษอีกสักครั้งนะคิบอม...

 

            “นาย...กำ...ลัง...ลูบ...หน้าอก...ของ...ฉัน...อา...ขนลุก...จัง...เลย...”

 

            “โอเค...งั้นนายช่วยฉันหน่อยได้ไหม?   ใช้ปาก!!”

 

            “ได้...จ้า...ฉันจับ...น้อง...ของ...คิบอม...แล้ว...น้า...”

 

            “อ๊ะ...อ้า...”

 

            คิบอมคงกำลังช่วยตัวเองอยู่    เสียงครางกระเส่าของเขาเร่าร้อนไม่เบาเลยทีเดียว   แฟนของผมจะทำหน้าแบบไหนกันนะ    ผมล้วงเข้าไปในเป้ากางเกงของฮันกยองเพื่อจับอะไรบางอย่างที่อยู่ในนั้น

 

            “คิกคิก...มัน...ใหญ่...จัง...”

 

            เสียงหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจของผมดังขึ้นเมื่อสัมผัสท่อนเนื้อบางอย่างของฮันกยอง   คิบอมเลื่อนโทรศัพท์ปใกล้ๆ กับส่วนนั้นของตัวเอง    เสียงขยับขึ้นลงของมือดังเป็นจังหวะที่รุนแรง   แม้ผมจะหลับตาอยู่  แต่หูของผมได้ยินเสียงนั้นชัดเจน

 

            “ฉัน...จะ...ใช้...ปาก...แล้ว...”

 

            “เร็วๆ สิ     เร็วๆ สิฮยอกแจ...ช่วยฉัน!!”

 

            คิบอมพูดอย่างร้อนรน   เสียงกระเส่าของเขาเซ็กซี่มากๆ เลย    ผมรักเสียงนี้จัง   คำพูดของคิบอมทำให้ผมเลื่อนปากไปกอบกุมส่วนนั้น    มันคับโพรงปากผมเหลือเกิน    ของคิม คิบอมนี่ถูกใจผมจริงๆ   แต่ความเมาคงทำให้ผมลืมนึกไปว่านี่คือ...ฮันกยอง

 

            “อื้อ...อือ...อืม...”

 

            “ฮยอกแจ...แรงกว่านี้    ฉันจะจับส่วนนั้นของนายไว้ด้วยนะ   ทำให้นายมีความสุขเหมือนกัน”

 

            “...จับ...ส่วน...นั้น...ของ...ฉัน...”

 

            ผมพูดซ้ำอย่างที่คิบอมพูด    ฮันกยองปลดตะขอกางเกงของผมแล้วสัมผัสส่วนอ่อนไหวของผมในทันที    เมื่อเขาชักมือเข้าออกเร็วขึ้น   ผมก็เพิ่มความแรงจากริมฝีปากมากขึ้น    ไม่รู้เลยว่าในตอนนี้ท่าทางของผมและฮันกยองเป็นแบบไหน   แต่เพียงแค่ความสุขที่ได้รับกลับมาก็วิเศษเกินพอแล้ว

 

            “อา...ฉันรักนายนะ”

 

            “รู้...ฉันรู้...เข้ามา...ใน...ตัว...ฉัน...สิ...ที่รัก...”

 

            ผมสงสัยกับตัวเองเหลือเกินว่าทำไมไม่ยอมปล่อยมือจากโทรศัพท์    ทำไมถึงทำอะไรโดยที่ไม่มีสติขนาดนี้   ฮันกยองยังคงไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว    แต่ลีลาของเขาถูกใจผมแหลือเกิน

 

            “ฉันกำลังจะเข้าไปในตัวของนาย”

 

            คิบอมคงกำลังจินตนาการแบบนั้น   ส่วนผมกำลังทำแบบนั้นจริงๆ   ฮันกยองไม่รอช้ารีบจับสะโพกของผมเอาไว้ให้มั่น   เขาจับให้ผมนอนคว่ำ    ส่วนผมก็ถ่างขาออกอย่างชำนิชำนาญ    สัมผัสจากส่วนปลายจ่อตรงปากทางคับแคบมันชวนให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเหลือเกิน

 

            “อ๊ะ...อื้อ...”

 

            “อื้อ...ฮยอกแจ...นายใส่อะไรเข้าไปในส่วนนั้นของนายหรือเปล่า?”

 

            เสียงครางกระเส่าของผมดังขึ้น   ทำให้คิบอมอดถามไม่ได้    ผมไม่ได้เอาอะไรใส่เข้ามาในตัวผมหรอก    แต่ฮันกยองใส่แก่นกายของเขาเข้ามาในร่างกายผมด้วยตัวของเขาเอง    เขาทำผมเองแต่ผมก็ต้อนรับฮันกยองด้วยความเต็มใจ

 

            “ม่าย...รู้...ของ...คิ...บอม...มั้ง?...อะ...อ๊า...มัน...คับ...”

 

            “ฮยอกแจ...นายใส่อะไรอ่ะ   ทำไมถึงคับล่ะ   ระวังเลือดออกนะ!!”

 

            น้ำเสียงเป็นห่วงของคิบอมถูกส่งมาผ่านสัญญาณของโทรศัพท์    แต่ผมกลับไม่สนใจ    อา...มันคับก็จริง   แต่ทำไมฮันกยองแรงดีอย่างนี้นะ    ผมไม่รู้หรอกว่าเขาร้องครางเหมือนผมบ้างหรือเปล่า    เขาคุยอะไรกับผมบ้างหรือเปล่า    ร่างกายของผมสัมผัสกับเขา    แต่หูของผมได้ยินเพียงเสียงของคิบอมเท่านั้น

 

            “คิ...บอม...อ๊ะ...อื้อ...อยู่...ใน...ตัว...ฉัน...อ้า...”

 

            ฮันกยองเร่งจังหวะเร็วและแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายเขาก็ปลดปล่อยออกมาจนเต็มผ้าปูที่นอนไปหมด    ผมเองก็ถึงจุดสูงสุดของอารมณ์ไปพร้อมๆ กับเขา   คิบอมเองก็เช่นกัน

 

            “อ้า...ฮยอกแจ...”

 

            “สนุก...เนอะ...คิกคิก”

 

            “ใส่เสื้อผ้าแล้วนอนนะคนดี    ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนาย”

 

            เสียงหายใจของผมแผ่วเบาจนเกือบสม่ำเสมอก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา    ฮันกยองยังคงคลอเคลียอยู่แถวๆ ใบหู    แต่ผมไม่มีอารมณ์แล้ว   คืนนี้ผมง่วงเหลือเกิน

 

+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+

 

            ผมตื่นมาในตอนเช้าพร้อมกับอาการมึนหัวสุดๆ   บนตัวของผมมีเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวเท่านั้น    สภาพแรกที่รู้ตัวคือผมกำลังขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนใหญ่    แต่คนที่นอนกับผมเมื่อคืนนี้หายตัวไปแล้ว

 

ก๊อกๆๆ

 

            “ตื่นแล้วเหรอ?   จะกินข้าวก่อนไหม?”

 

            เจ้าของบ้านตัวเล็กเคาะประตูห้องนอนแล้วเปิดเข้ามาโดยที่ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ   เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นอีกชุดแล้ว   เอ...นี่มันกี่โมงแล้วเนี่ย

 

            “เพื่อนๆ ไปไหนกันหมด”

 

            แทนที่ผมจะตอบคำถามรยออุค   ผมกลับถามเขากลับไป    โทรศัพท์ของผมดับไปตั้งนานแล้ว   แบตเตอรี่คงจะหมด    นาฬิกาข้อมือของผมบอกเวลาสิบโมงกว่าๆ

 

            “ทงเฮกลับไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว   มีผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งมารับเขาน่ะ   เห็นว่าชื่อซีซีอะไรสักอย่างนี่แหละ”

 

            “ซีวอนน่ะเหรอ?”

 

            “อ้อ...ใช่ๆ”

 

            เชอะ!!    ไหนบอกว่าจะอยู่กับฉัน    สุดท้ายนายก็ออกไปกับซีวอนอยู่ดี

 

            ผมหงุดหงิดนิดหน่อยที่ได้ยินแบบนั้น    ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไรเหมือนกัน   ผมใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว    มันเหนียวตัวชะมัดเลยที่อยู่ในที่แบบนี้    อยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย   และผมก็ไม่มีความสุขกับมันเลยสักนิดเดียว

 

            “เพื่อนๆ กลับไปกันหมดแล้วเหรอ?”

 

            “ยองอุนกับจองซูยังนั่งกินข้าวต้มอยู่ข้างนอกน่ะ   นายก็ไปกินด้วยกันสิ”

 

            รยออุคนี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ    ผมแค่ต้องการคำตอบว่าฮันกยองกลับไปหรือยังก็เท่านั้น    แต่เขาคงกลับไปแล้วมั้ง    ผมเดินออกไปนั่งเก้าอี้ตัวหนึ่งที่โต๊ะอาหาร    ยองอุนกับจองซูกำลังหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข   บางทีสองคนนี้อาจจะกลับมาคบกันอีกครั้งก็ได้

 

            “ตอนเช้านายเห็นฮันกยองไหมจองซู    หมอนั่นงี่เง่าชะมัด!!”

 

            “ใช่ๆ   แค่แฟนมาตามก็รีบกลับแล้ว    ทีอยู่ต่อหน้าพวกเราล่ะชอบทำตัวเป็นเพลย์บอย”

 

            สองคนนั้นกำลังนินทาฮันกยองอยู่    ทั้งสองคนคงไม่รู้สินะว่าเมื่อคืนนี้ผมนอนกับฮันกยอง    ผมตักข้าวต้มที่มีรสชาติห่วยๆ เข้าปาก   ทำท่าเหมือนจะไม่สนใจสิ่งที่เข้าหู    แต่ผมกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน

 

            ฮันกยองมีแฟนแล้วอย่างนั้นเหรอ?    เมื่อคืนเขาก็บอกเพื่อนๆ อยู่เลยว่าตัวเองไม่มีแฟน

 

            “แฟนของฮันกยองมารับเหรอ?    เมื่อคืนเขาบอกว่าเขาไม่มีแฟนนี่นา”

 

            รยออุคเดินออกมาจากห้องนอนที่ผมนอนกับฮันกยองเมื่อคืน    เขาคงพับผ้าห่มหรือเข้าไปจัดความเรียบร้อยของห้อง    ผมควรจะขอโทษเจ้าของบ้านด้วยหรือเปล่านะที่ทำเตียงของเขาเปื้อนน้ำใคร่จากการการกระทำเมื่อคืน

 

            “ก็บอกแล้วไงว่าอยู่กับเพื่อนหมอนั่นชอบทำตัวเป็นเพลย์บอย    ฉันเห็นตอนเช้านะ    ฮันกยองเดินตามแฟนต้อยๆ   ไม่รู้ว่าแฟนหรือแม่กันแน่!!”

 

            ยองอุนพูดซ้ำอีกรอบให้รยออุคเข้าใจ   คนตัวเล็กได้แต่ขมวดคิ้วอย่างงงๆ

 

            “ทำไมฉันไม่เห็นตอนที่แฟนของฮันกยองมาตามล่ะ”

 

            “ก็นายกำลังทำข้าวต้มให้พวกเรากินยังไงล่ะ”

 

จองซูบอกเพื่อนตัวเล็กราวกับเสียดายแทนที่รยออุคไม่มีโอกาสเห็นฉากที่ฮันกยองทำตัวเจี๋ยมเจี้ยม

 

“นี่...แต่ฉันสงสัยอยู่อย่างนึงนะ    แฟนของฮันกยองน่ะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่?”

 

ยองอุนเปิดประเด็นขึ้นมาทำให้ทุกคนหน้าเหวอทันที    ผมอยากเห็นหน้าแฟนของฮันกยองจังเลย    จะสวยสักแค่ไหนกันนะ    แต่เท่าที่ฟังๆ มา    เธอคงจะแรงไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว

 

“ผู้หญิงสิ!!   หน้าสวยออกขนาดนั้น”

 

จองซูพูดขึ้น   แต่ยองอุนกลับเอามือปัดป่ายอากาศไปมาเพื่อโต้แย้ง

 

“แต่ฉันว่าเป็นผู้ชายนะ    เพราะหน้าอกแบบราบเลย”

 

“นี่นายจ้องหน้าอกยัยนั่นเหรอ?   แฟนของฮันกยองเป็นผู้หญิงต่างหากล่ะ    หุ่นก็เพรียวขนาดนั้น”

 

เหมือนน้ำเสียงของจองซูจะงอนอยู่นิดหน่อยที่ยองอุนมองหน้าอกแฟนของฮันกยอง    ผมกับรยออุคได้แต่นั่งมองสองคนนี้เถียงกันไปมา    จะผู้หญิงหรือผู้ชายมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเสียหน่อย   ในเมื่อฮันกยองก็เป็นแค่คู่นอนข้ามคืนของผมเท่านั้น

 

“ฮยอกแจ....นายคิดว่าแฟนของฮันกยองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย?   เขาเข้าไปตามฮันกยองที่ห้องไม่ใช่เหรอ?”

 

ในที่สุดจองซูก็ดึงผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จนได้    ทั้งสองคนจ้องผมอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อรอฟังคำตอบ   รยออุคผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องก็มองผมเช่นกัน

 

“ฉันเพิ่งตื่นน่ะ...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฮันกยองกลับไปตั้งแต่เมื่อไร”

 

ใบหน้าผิดหวังของทั้งสามคนแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด    ว่าแต่เมื่อครู่จองซูบอกว่าแฟนของฮันกยองเข้าไปตามฮันกยองในห้องนอนอย่างนั้นเหรอ   แล้วเขาหรือเธอคนนั้นจะเห็นสภาพของพวกเราเป็นอย่างไรบ้างนะ

 

“ฉันกลับบ้านก่อนนะ!!”

 

ผมบอกแค่นั้นพร้อมกับลุกพรวดพราดออกมาจากบ้านหลังเล็กๆ ของรยออุคอย่างรวดเร็ว    สามคนนั้นไม่ทันที่จะอ้าปากเอ่ยลาผมด้วยซ้ำ   แต่พวกเขาก็คงนินทาผมลับหลังว่าอี ฮยอกแจช่างไร้มารยาทเสียเหลือเกิน    แล้วคิดว่าคนอย่างผมจะใส่ใจอย่างนั้นเหรอ

 

ผมเดินออกมาจนถึงหน้าปากซอยแล้วเรียกรถแท็กซี่กลับบ้านในทันที    ตอนนี้คิบอมคงอยู่ที่บริษัทสินะ    ผมจะรอคิบอมอยู่ที่บ้านโดยที่ไม่ออกไปเที่ยวสักวันก็แล้วกัน

 

เมื่อคืนโทรศัพท์ของผมยังมีแบตเตอรี่เต็มอยู่เลยไม่ใช่เหรอ   ทำไมมันถึงดับลงไปในตอนเช้าได้นะ    แล้วอีกอย่าง...ทำไมผมถึงรู้สึกว่าเมื่อคืนผมมีอะไรกับคิบอมเลย    มันน่าปวดหัวจริงๆ   เป็นเพราะเหล้าราคาถูกแท้ๆ เชียวที่ทำให้ผมมึนได้ขนาดนี้

 

+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+

 

Talk  with  Lee  Seen

            เป็นตอนที่แต่งได้อย่างรวดเร็วจริงๆ ค่ะ  เพราะมี NC  คิกคิก

สารภาพว่าเพิ่งเริ่มพิมพ์เมื่อคืนเอง    เพราะช่วงนี้คอมเม้นท์ขยับขึ้นช้าเหลือเกิน

แต่ไม่เป็นไรค่ะ   ซีนเข้าใจว่าช่วงนี้ทุกคนกำลังตั้งใจเรียน

ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว....แต่ถ้าเล่นเน็ตแล้วไม่เข้ามาอ่านฟิกของซีนล่ะก็

จะแอบงอนจริงๆ น้า...

 

            ฮยอกแจตอนนี้แรงหรือเปล่า   ซีนไม่รู้ค่ะ   แต่สงสัยอยู่อย่างนึง...

แฟนของฮันกยองจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายดี??

ตอนนี้มีอยู่ในใจซีนแล้วนะ   แต่ไม่รู้ว่าจะถูกใจแฟนฟิกด้วยหรือเปล่า?

อยากให้ฮันกยองคู่ใครก็โหวตๆ มาแล้วกันค่ะ...เผื่อกระแทกใจ

 

ตอนนี้มีเนื้อเรื่องถึง chapter 8  แล้ว  

เพราะฉะนั้น...ถ้าซีนจะขอให้แฟนฟิกคอมเม้นท์ยาวๆ เหมือนเดิมอ่ะ

ทำให้ซีนหน่อยได้ไหมคะ?  นะน้า...

 

 

You are My Lee Donghae[NC-EunHae]

posted on 16 Feb 2011 09:22 by leeseen


----- NC -----

            ฮยอกแจจะดันประตูออกไปด้านนอก แต่ทงเฮกลับดึงข้อมือหนาเอาไว้แน่น ดวงตาคู่สวยกำลังวิงวอนต่อฮยอกแจให้เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ที่นี่ต่อ หากแต่ฮยอกแจกลัวว่าถ้าเขาอยู่กับทงเฮนานกว่านี้ เขาอาจจะหักห้ามใจของตัวเองไม่ได้อีกแล้ว

            “ถ้าทงเฮไม่กลับ พี่กลัวว่า...”

            “ต่อให้พี่ฮยอกแจพาผมไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ ผมก็ไม่กลัวทั้งนั้น”

            “จะไม่เสียใจทีหลังแน่นะ”

            ทงเฮพยักหน้าช้าๆ ให้กับคนรัก ฮยอกแจจึงเอื้อมมือไปล็อกกลอนประตูหน้าบ้านทันที ทงเฮกระโดดเข้าไปจูบฮยอกแจอย่างรวดเร็ว ร่างเล็กลอยขึ้นไปในอากาศจนฮยอกแจต้องรั้งเอวบางเอาไว้ให้มั่น เขาค่อยๆ วางทงเฮลงกับพื้นก่อนจะดันทงเฮถอยกรูดไปติดประตูแล้วจู่โจมจูบเต็มความรัก

            “อ...อื้อ...”

            ทงเฮครางฮือในลำคอเมื่อฮยอกแจกดเน้นย้ำที่ริมฝีปากบาง ฮยอกแจเอียงศีรษะเพื่อให้ริมฝีปากของเขาทั้งคู่ได้สัมผัสกันมากขึ้น ทงเฮหลับตาปี๋ด้วยความตื่นกลัวราวกับลูกนกน้อยๆ ที่กำลังฝึกโบยบินสู่ท้องฟ้ากว้าง เขาเพิ่งจะได้รู้วันนี้เองว่าการขาดอากาศหายใจของคนกำลังถูกจูบนั้นมันเป็นอย่างไร ทงเฮพยายามจะดันอกแกร่งของฮยอกแจออก แต่ฮยอกแจกลับถอนริมฝีปากออกมาไม่ถึงชั่วอึดใจแล้วกดจูบลงไปอีกครั้ง

            “อื้อ...พะ...พอก่อน...ครับ...”

            ฮยอกแจลูบมือสากไปที่แก้มใส เขาถอนจูบออกมา ก่อนจะลากริมฝีปากบางไล้วนที่มุมปากของทงเฮอย่างอ้อยอิ่ง จมูกโด่งเป็นสันคลอเคลียอยู่ข้างแก้มแดงเรื่อ ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปพรมจูบที่ลำคอระหงทำเอาทงเฮชาวาบไปทั้งตัว

            “ขึ้นไปข้างบนกันเถอะ”

            “ค...ครับ?”

            ทงเฮเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ แต่ข้อมือบางกลับถูกฮยอกแจฉุดให้วิ่งตามขึ้นไปข้างบนห้องเสียแล้ว ฮยอกแจค่อยๆ จับทงเฮนอนลงบนเตียงนอนสีขาวสะอาดของเขาเอง แต่ทงเฮกลับขืนตัวเอาไว้ด้วยความหวาดหวั่น

            “พี่ฮยอกแจจะทำอะไรน่ะครับ?”

            ฮยอกแจไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขายิ้มและทาบทับตัวเองลงไปแนบชิดกับร่างที่นอนนิ่งเกร็ง ฮยอกแจโน้มลงไปพรมจูบที่ใบหน้าหวานอีกรอบ ก่อนจะมาหยุดลงที่ริมฝีปากกลิ่นหอมหวาน เขากดเน้นอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจดันลิ้นเข้าไปข้างใน ทงเฮเผยอริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเมื่อถูกมือหนาของฮยอกแจล้วงเข้าไปสัมผัสภายใต้เสื้อตัวบาง ฮยอกแจหยอกล้อกับเม็ดสีชมพูที่กำลังตั้งชูชันท้าทายเขา ก่อนจะตัดสินใจเลิกเสื้อตัวบางของทงเฮขึ้น

            “อ๊ะ! พี่ฮยอกแจครับ...ผม...กลัว...”

            “ใครกันนะที่บอกว่าจะไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”

            “ก็ผม...ผมเขินนี่ครับ”

            ทงเฮเอียงหน้าหนี ฮยอกแจจึงประคองใบหน้าหวานให้หันกลับมามองเขาอีกครั้ง ทงเฮของเขาช่างสวยงามเหลือเกิน สวยกว่าประติมากรรมใดๆ บนโลกนี้ ฮยอกแจเปิดเสื้อตัวบางของทงเฮจนเผยให้เห็นเนื้อขาวเนียนภายใต้แสงไฟสีขาว ใบหน้าคมคายค่อยๆ โน้มลงไปจูบที่ยอดอกด้านซ้ายอย่างอ่อนโยน และฮยอกแจก็รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นถี่แรงของคนตรงหน้า

            “อายพี่เหรอ?”

            ทงเฮพยักหน้ารัวแทนคำตอบ ฮยอกแจจึงรีบถอดเสื้อของทงเฮออกจนหมด และเขาก็ถอดเสื้อของตัวเองออกตามไปด้วยเช่นกัน

            “คราวนี้ก็ไม่ต้องอายแล้วนะ เพราะพี่เองก็ไม่ได้ใส่เสื้อเหมือนกัน”

            ทงเฮเหล่ตามองคนรักที่แสนจะเจ้าเล่ห์ แต่ดวงตาคู่สวยก็ต้องปรือตาหลับลงไปเมื่อฮยอกแจก้มจูบลงที่หน้าท้องแบนราบของเขา ก่อนจะไล้ต่ำไปยังขอบกางเกงขายาว ทงเฮจิกมือแน่นเข้ากับผ้าปูเตียง และยังไม่ทันได้ตั้งตัวฮยอกแจก็ใช้ริมฝีปากปลดทั้งตะขอและซิปกางเกงของทงเฮออกจนหมด

            “ระ...เราปิดไฟ...ไม่ได้เหรอ?”

            “ถ้าปิดไฟ พี่ก็มองเห็นหน้าของทงเฮไม่ชัดน่ะสิ”

            ฮยอกแจนอนทับร่างบางอย่างแนบชิด เขายังไม่ได้ถอดกางเกงของทงเฮออกแต่อย่างใด แต่ภายใต้กางเกงผ้าเนื้อหนาของคนทั้งสอง พวกเขากลับรู้สึกถึงส่วนอ่อนไหวที่มันตื่นตัวอย่างเต็มที่ ความรู้สึกเขินอายเมื่อส่วนนั้นสัมผัสกันทำให้ทงเฮต้องเอียงหน้าหนี แต่ฮยอกแจกลับรีบประคองหน้าหวานเอาไว้แล้วรุกล้ำริมฝีปากสวยอย่างว่องไว ทงเฮหลับตาโดยที่ไม่รู้เลยว่าฮยอกแจกำลังเบี่ยงเบนความสนใจจากส่วนล่างนั้น

            เมื่อร่างโปร่งที่อยู่ด้านบนค่อยๆ ขยับสะโพกเพื่อให้ส่วนอ่อนไหวนั้นเสียดสีกันเบาๆ ทงเฮก็ยิ่งจิกผ้าปูที่นอนแน่นขึ้นด้วยความเกร็ง ฮยอกแจใช้มือข้างหนึ่งร่นกางเกงขายาวของทงเฮออกจนหมด ก่อนจะใช้มือแกร่งประคองท่อนเนื้อสีชมพูหวานแล้วขยับขึ้นลงอย่างเชื่องช้า

            “อ๊า...อุ๊บ!”

            ทงเฮกำลังจะส่งเสียงร้องด้วยความเสียวซ่าน แต่ฮยอกแจก็รีบประกบริมฝีปากบางเอาไว้ เมื่อฮยอกแจสัมผัสส่วนนั้นของทงเฮจนคุ้นเคยมือเป็นอย่างดี เขาก็ค่อยๆ เร่งจังหวะให้เร็วยิ่งขึ้น ยิ่งสะโพกมนบิดเร่าด้วยความเกร็งอย่างถึงที่สุด ฮยอกแจก็ยิ่งเร่งจังหวะให้เร็วมากขึ้นไปอีก จนกระทั่งร่างของทงเฮกระตุกเบาๆ ฮยอกแจจึงค่อยๆ คลายมือลง ของเหลวสีขาวขุ่นมากมายพวยพุ่งเข้าเต็มมือหนา บ้างก็กระเด็นมาเปรอะเปื้อนหน้าท้องเนียนสวย ฮยอกแจถอนจูบออกมาเพื่อมองดูผลงานของตัวเอง แต่หน้าของทงเฮกลับถอดสีด้วยความตกใจ

            “ผมขอโทษคระ...อ๊ะ!”

            ทงเฮกำลังจะเอ่ยขอโทษที่ทำสิ่งสกปรกจากร่างกายของเขาเปื้อนมือฮยอกแจ หากแต่ฮยอกแจกลับโน้มลงโลมเลียน้ำรักนั่นอย่างไม่นึกรังเกียจไม่ว่าจะเป็นที่ฝ่ามือแกร่งหรือแม้แต่บนหน้าท้องเนียนของทงเฮก็ตามที

            “มันสกปรกออก พี่ฮยอกแจจะกินทำไม”

            “เพราะพี่รักทงเฮ”

            ฮยอกแจตอบด้วยคำพูดเรียบง่าย แต่นั่นกลับทำให้ใบหน้าหวานแดงซ่านมากขึ้นไปอีก ฮยอกแจถอดกางเกงขายาวของตัวเองออกบ้าง ทั้งสองคนจึงเหลือเพียงร่างเปล่าเปลือยปรากฏอยู่ในสายตาของกันและกันเท่านั้น ทงเฮพลิกตัวหันหลังให้อีกฝ่ายเพราะไม่อยากจะมองเห็นส่วนแสดงความเป็นชายของฮยอกแจ

            ฮยอกแจอมยิ้มกับคนน่ารักบนเตียง เขาค่อยๆ นอนลงไปกอดทงเฮไว้จากทางด้านหลัง ร่างกายที่แนบชิดกันเช่นนี้ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกอบอุ่นเสียยิ่งกว่าการห่มผ้าผืนหนาเสียอีก มือแกร่งโอบเอวบางไว้อย่างหลวมๆ ก่อนจะเคลื่อนลงต่ำไปหยอกล้อกับส่วนนั้นอีกครั้ง ทว่าทงเฮกลับรีบพลิกตัวหันกลับมาซุกหน้าลงกับอกกว้างของเขา

            “วันนี้ทงเฮน่ารักมากเลยนะ”

            “ที่น่ารักก็เพราะผมไม่ได้เสื้อผ้าใช่ไหมล่ะครับ”

            ทงเฮส่งเสียงอู้อี้ในลำคออย่างประชดประชัน แต่ฮยอกแจก็ยังคิดว่าท่าทางนั้นเป็นท่าทางที่น่าเอ็นดูมากที่สุด เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นก่อนจะสอดท่อนแขนแกร่งให้ทงเฮใช้หนุนแทนหมอน ทั้งคู่นอนกอดกันอยู่นานโดยที่ฮยอกแจไม่ได้ทำอะไรเลย จนกระทั่งทงเฮใกล้จะเผลอหลับไปแล้ว มือแกร่งของฮยอกแจก็ผลักอกบางที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอให้นอนหงายลงกับเตียง

            “เรามาเป็นของกันและกันเถอะนะ”

            ทงเฮเลิกคิ้วสูง แต่ฮยอกแจก็ขึ้นไปคร่อมบนตัวของเขาเสียแล้ว ฮยอกแจจับท่อนเนื้อของตัวเองค่อยๆ สอดใส่เข้าไปในช่องทางตอดรัดด้านหลังของร่างเล็ก แต่เพราะว่าช่องทางนี้ไม่เคยตกต้องเป็นของใครมาก่อน มันจึงทั้งคับแน่นและไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ ทงเฮใช้มือเรียวปิดปากตัวเองแน่น เขาเจ็บจนไม่มีเสียงร้องใดๆ ดังออกมาเลย ทว่าน้ำตาอุ่นกลับไหลเป็นทางยาว ฮยอกแจเงยหน้าขึ้นไปมองคนรัก ก่อนจะรู้ตัวว่าเขาได้ทำผิดไปแล้ว

            “พี่ขอโทษ พี่ขอโทษนะทงเฮ...”

            ทงเฮส่ายหน้ารัว ฮยอกแจจึงโน้มไปจูบเปลือกตาร้อนด้วยความรักใคร่ เขาเลื่อนสันจมูกลงมาสัมผัสกับจมูกโด่งรั้นของทงเฮเบาๆ ก่อนจะจรดริมฝีปากเข้ากับกลีบปากอ่อนนุ่ม และเมื่อทงเฮหลับตาลง ฮยอกแจก็สอดนิ้วชี้ของเขาเข้าไปช่องทางคับแคบด้านหลังของทงเฮทันที

            “อ๊า...!”

            “ไม่ต้องกลัวนะทงเฮ เราจะต้องผ่านมันไปให้ได้”

            ฮยอกแจบอกเบาๆ ก่อนจะรุกล้ำริมฝีปากของร่างบางอย่างหนักหน่วง เขาสอดลิ้นเข้าไปกวัดแกว่งในโพรงปากอุ่นที่หอมหวาน กดจูบอย่างรุนแรงจนกระทั่งทงเฮลืมความเจ็บปวดจากทางด้านล่าง แล้วนิ้วที่สองก็สอดเข้าตามไปอีกรอบ ฮยอกแจค่อยๆ เลื่อนนิ้วเข้าออกอย่างแผ่วเบา น้ำสีใสที่ไหลออกมาจากช่องทางรักเป็นตัวหล่อลื่นได้อย่างดี เขายังคงจูบทงเฮอยู่เรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดทั้งหมด ก่อนจะส่งนิ้วที่สามตามเข้าไปข้างในบ้าง

            “อื้อ...”

            สะโพกมนของทงเฮบิดเร่าอย่างทรมาน ฮยอกแจชักนิ้วเข้าออกเร็วขึ้นจนทงเฮเริ่มคุ้นเคยกับมัน ฮยอกแจรู้ดีว่าจุดไหนบ้างที่เขาจะทำให้ทงเฮของเขาเสียวซ่านและมีความสุข เขาเน้นย้ำตรงส่วนนั้นอยู่หลายครั้งจนอารมณ์ของทงเฮพุ่งขึ้นสูง ฮยอกแจจึงเปลี่ยนจากนิ้วมือทั้งสามเป็นส่วนแข็งขึงของเขาแทน

            “รักนะ...ทงเฮของพี่”

            “ค...ครับ...อือ...ผมก็รัก...พี่ฮยอกแจ...”

            ทงเฮเชิดหน้าหวานขึ้นแล้วหลับตาแน่น ฮยอกแจจับขาเรียวทั้งสองข้างของทงเฮให้ตั้งชัน ก่อนจะขยับสะโพกเข้าไปใกล้ เขาขยับสะโพกเข้าออกจากตัวของทงเฮอย่างแช่มช้าและอ่อนโยน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจังหวะที่รวดเร็วขึ้นแต่ก็นุ่มนวลอยู่ในที ฮยอกแจโน้มลงไปนอนทับทงเฮอีกครั้ง หน้าอกขาวเนียนของพวกเขาสัมผัสกันแต่ฮยอกแจก็ยังไม่หยุดขยับตัว เขาพร่ำบอกคำว่ารักกับทงเฮครั้งแล้วครั้งเล่า พรมจูบที่ริมฝีปากของทงเฮอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

            ตอนนี้ร่างกายและหัวใจของคนทั้งสองคนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว


Talk with Lee Seen
           
ถ้า NC นี้มันหื่นไป ซีนขออภัยด้วยนะคะ
อ่านแล้วอย่าลืมกลับไปคอมเม้นท์ในหน้าฟิก(สำหรับฉาก NC) อีกรอบด้วยนะคะ
ขอบพระคุณท่านผู้หื่นทุกท่าน!!